8 จำนวนผู้เข้าชม |
การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม: เมื่อใดที่กิจการต้องเข้าสู่ระบบ
กิจการค่อย ๆ โต ยอดขายดีขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าของก็ยุ่งอยู่กับการขายและการส่งของ จนไม่ทันสังเกตว่ารายได้ทั้งปีขยับเข้าใกล้เส้นสำคัญเส้นหนึ่งเข้าไปทุกที พอข้ามเส้นนั้นไปโดยไม่รู้ตัว เรื่องที่ตามมาคือภาระภาษีย้อนหลังที่ไม่มีใครอยากเจอ
เส้นที่ว่าคือรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เมื่อถึงจุดนี้ กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายได้ถึงเกณฑ์ ตามประมวลรัษฎากร กิจการที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์นี้ได้รับยกเว้นไม่ต้องจด (ประมวลรัษฎากร มาตรา 81/1) แต่พอถึงเมื่อไรก็เป็นหน้าที่ทันที ไม่ใช่เรื่องที่เลือกได้ว่าจะจดหรือไม่
ที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าถ้าไม่จด ก็แค่ไม่ต้องเก็บภาษี แต่ความจริงคือเมื่อรายได้ถึงเกณฑ์แล้วไม่จด คุณยังคงมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่ควรจะเก็บ พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม แม้จะไม่เคยเรียกเก็บจากลูกค้าเลยก็ตาม เท่ากับต้องควักจ่ายเองย้อนหลัง ซึ่งมักเป็นเงินก้อนใหญ่กว่าที่คิด
เมื่อจดทะเบียนแล้ว หน้าที่ที่ตามมาคือการออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขาย เก็บภาษีขายในอัตราปัจจุบันร้อยละ 7 นำส่งกรมสรรพากร และนำภาษีซื้อที่จ่ายไปมาหักได้ ระบบนี้ดูยุ่งในตอนแรก แต่พอวางบัญชีให้เป็นระบบก็ไม่ได้หนักอย่างที่กลัว และยังทำให้กิจการดูน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าที่เป็นบริษัท เพราะออกใบกำกับภาษีให้เขาไปหักได้
ที่พบบ่อยคือเจ้าของกิจการมัวโฟกัสที่ยอดขายจนไม่ได้จับตาเส้น 1.8 ล้าน หรือรู้ว่าใกล้ถึงแล้วแต่เลี่ยงไว้ก่อนเพราะกลัวความยุ่งยาก ทั้งที่การเตรียมระบบให้พร้อมก่อนถึงเกณฑ์ ใช้เวลาและต้นทุนน้อยกว่าการตามแก้ภาษีย้อนหลังมาก การรู้ว่ากิจการของตัวเองอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับเส้นนี้ จึงเป็นเรื่องที่เจ้าของทุกคนควรรู้ ไม่ใช่ปล่อยให้สรรพากรมาบอกทีหลัง
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปทางกฎหมาย มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ละกิจการมีรายละเอียดต่างกัน ก่อนตัดสินใจควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของท่านเป็นการเฉพาะ