การเขียนตอบข้อสอบกฎหมาย: โครงสร้างคำตอบสามส่วน และทางเลือกเมื่อจำมาตราไม่ได้
คนที่สอบกฎหมายไม่ผ่าน ไม่ได้แปลว่าอ่านหนังสือน้อยเสมอไป หลายคนอ่านมาดี รู้คำตอบอยู่ในหัว แต่เขียนออกมาแล้วได้คะแนนไม่ถึงครึ่ง เพราะข้อสอบกฎหมายไม่ได้วัดว่ารู้อะไร แต่วัดว่าแสดงวิธีคิดออกมาให้ผู้ตรวจเห็นได้หรือไม่ คำตอบที่ได้คะแนนจึงมีรูปร่างของมันอยู่ ถ้าเขียนตามรูปนั้นได้ครบ คะแนนจะมาเอง
โครงสร้างสามส่วน มาตรฐานของการตอบข้อสอบกฎหมาย
ส่วนที่หนึ่ง วางหลักกฎหมาย
เริ่มจากยกหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่โจทย์ถามขึ้นมาก่อน ให้ยกทุกมาตราที่จะใช้ในการวินิจฉัย พร้อมอธิบายหลักของมาตรานั้นสั้น ๆ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 วางหลักไว้ว่าอย่างไร
ข้อสำคัญคือ ไม่ต้องลอกตัวบททั้งมาตรา เหตุผลมีสองข้อ
ข้อแรก แทบไม่มีใครจำถ้อยคำในตัวบทได้ครบทุกคำอยู่แล้ว การพยายามลอกจึงมีโอกาสผิดสูง และเมื่อผิดก็อาจถูกหักคะแนน
ข้อที่สอง การลอกตัวบทกินเวลามาก ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดที่สุดในห้องสอบ เขียนเป็นใจความว่ามาตรานั้นวางหลักไว้ว่าอย่างไรก็เพียงพอ
ส่วนที่สอง ปรับบทกับข้อเท็จจริง
ส่วนนี้คือหัวใจของคำตอบ และเป็นส่วนที่คนพลาดกันมากที่สุด การปรับบท หมายถึง การนำหลักกฎหมายที่ยกไว้มาจับกับข้อเท็จจริงในโจทย์ทีละองค์ประกอบ ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงส่วนไหนตรงกับองค์ประกอบข้อไหน และตรงหรือไม่ตรงเพราะอะไร
คนจำนวนมากเข้าใจว่าเขียนยาวแล้วจะได้คะแนนมาก จึงเขียนวนไปวนมาโดยไม่ได้จับข้อเท็จจริงเข้ากับองค์ประกอบจริง ๆ ผลคือได้กระดาษเต็มหน้าแต่คะแนนน้อย ความยาวไม่ใช่สิ่งที่ผู้ตรวจให้คะแนน สิ่งที่ให้คะแนนคือการเชื่อมข้อเท็จจริงเข้ากับหลักกฎหมายได้ครบและตรงจุด เขียนให้กระชับ อ่านแล้วเห็นเส้นทางความคิด ดีกว่าเขียนยาวแต่จับไม่ติด
ส่วนที่สาม สรุปให้ชัด
ปิดท้ายด้วยการฟันธง อย่าปล่อยให้คำตอบลอยอยู่ ให้เขียนออกมาตรง ๆ ว่ากรณีตามปัญหาผลเป็นอย่างไร เช่น มีความผิดตามมาตราใด หรือสัญญามีผลอย่างไร
ส่วนนี้สั้นที่สุดแต่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่บอกผู้ตรวจว่าเราวินิจฉัยจบแล้ว ไม่ใช่เขียนค้างไว้เพราะคิดไม่ออก
ถ้าจำมาตราไม่ได้ ใช้แบบสองส่วน
ในห้องสอบจริงมีสถานการณ์ที่จำเลขมาตราไม่ได้ แต่ยังพอจำหลักของมาตรานั้นได้ กรณีนี้ยังทำคะแนนได้ ไม่ต้องปล่อยว่าง
ส่วนที่หนึ่ง นำหลักกฎหมายเท่าที่จำได้มาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงเลย ตั้งเป็นย่อหน้าแรก โดยไม่ต้องระบุเลขมาตรา
ส่วนที่สอง สรุปฟันธงเช่นเดียวกับแบบสามส่วน
วิธีนี้ใช้เฉพาะเมื่อจำเลขมาตราไม่ได้จริง ๆ ไม่ใช่ทางเลือกที่ควรใช้เป็นปกติ แต่ในสถานการณ์นั้นมันช่วยให้ได้คะแนนขึ้นมาพอสมควร แทนที่จะได้ศูนย์
ถ้าเวลาไม่พอ ใช้แบบส่วนเดียว
เมื่อเหลือเวลาน้อยจนเขียนแบบสามส่วนหรือสองส่วนไม่ทัน ให้ตอบฟันธงไปเลยว่าผลเป็นอย่างไร
ต้องพูดตรง ๆ ว่าวิธีนี้ไม่เหมาะกับการสอบระดับปริญญาตรี เพราะคะแนนส่วนใหญ่อยู่ที่การวินิจฉัย ไม่ได้อยู่ที่คำตอบสุดท้าย ตอบแบบนี้จึงได้คะแนนน้อย
แต่ในระดับเนติบัณฑิต ซึ่งมีข้อสอบหลายข้อและเวลาจำกัดมาก การตอบฟันธงในข้อที่ทำไม่ทัน ยังดีกว่าปล่อยว่างทั้งข้อ เพราะการได้คะแนนบางส่วนจากหลายข้อ มักดีกว่าการเขียนข้อเดียวให้สมบูรณ์แล้วเหลือข้ออื่นว่างเปล่า
สรุปไว้ใช้ในห้องสอบ
จำได้ครบ ใช้สามส่วน วางหลัก ปรับบท สรุป
จำหลักได้แต่จำเลขมาตราไม่ได้ ใช้สองส่วน ปรับบท แล้วสรุป
เวลาไม่พอ ตอบฟันธง แล้วไปข้อถัดไป
และสิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจตลอดเวลา คือคะแนนอยู่ที่ส่วนปรับบท ไม่ได้อยู่ที่ความยาวของคำตอบ และไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการลอกตัวบท
บทความนี้จัดทำขึ้นโดยเอกชน เรียบเรียงจากตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะ มิได้มีความเกี่ยวข้อง มิได้รับการรับรอง และมิใช่เอกสารประกอบการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาใด