โมฆะกับโมฆียะ ต่างกันอย่างไร | อธิบายเข้าใจง่ายพร้อมตัวอย่าง

12 จำนวนผู้เข้าชม  | 

โมฆะกับโมฆียะ ต่างกันอย่างไร | อธิบายเข้าใจง่ายพร้อมตัวอย่าง

โมฆะและโมฆียะ: หลักการแยกความแตกต่างและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวินิจฉัย

เรื่องโมฆะกับโมฆียะเป็นเรื่องที่ทุกคนท่องนิยามได้ แต่พอเจอข้อเท็จจริงจริง ๆ กลับตอบสลับกันเป็นประจำ สาเหตุไม่ใช่เพราะจำไม่ได้ แต่เพราะข้อเท็จจริงที่เจอมักมีเหตุบกพร่องปนกันหลายอย่าง พอหยิบผิดไปตัวเดียว คำตอบที่เหลือก็ผิดตามไปทั้งหมด


ความต่างมีอยู่ข้อเดียว จำข้อนี้ให้แม่นก่อน
โมฆะ คือนิติกรรมที่ไม่มีผลเลยตั้งแต่วันแรก เหมือนไม่เคยทำกันมาก่อน ไม่ต้องบอกล้าง ไม่ต้องไปฟ้องศาลให้เพิกถอน ความเสียเปล่าเกิดขึ้นเองในตัวนิติกรรมนั้น


โมฆียะ คือนิติกรรมที่ใช้ได้จริง มีผลผูกพันจริงทุกอย่าง เพียงแต่มีบุคคลคนหนึ่งถือสิทธิที่จะยกเลิกไว้ในมือ ถ้าเขาไม่ยกเลิก สัญญาก็เดินต่อไปตามปกติ แต่ถ้าเขาบอกล้างเมื่อใด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 ให้ถือว่าเป็นโมฆะย้อนกลับไปตั้งแต่ต้น ต่างฝ่ายต่างคืนของกัน ถ้าคืนไม่ได้ก็ใช้ค่าเสียหายแทน


ลองเทียบกับตัวอย่างสองกรณี
กรณีแรก ซื้อขายที่ดินกันเอง เขียนสัญญา จ่ายเงินครบ แต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน กรณีนี้เป็นโมฆะตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 152 กรรมสิทธิ์ไม่เคยโอน จะรออีกยี่สิบปีก็ไม่โอน


กรณีที่สอง ผู้เยาว์อายุสิบหกปีทำสัญญาผ่อนโทรศัพท์โดยผู้แทนโดยชอบธรรมไม่ได้ให้ความยินยอม กรณีนี้เป็นโมฆียะตามมาตรา 21 สัญญาใช้ได้จริง ร้านต้องส่งมอบเครื่อง ผู้เยาว์ต้องผ่อน ทุกอย่างเดินหน้าตามปกติ จนกว่าผู้แทนโดยชอบธรรมจะบอกล้าง


ทำไมต้องแยกให้ออก เพราะผลต่างกันห้าเรื่อง
ใครยกขึ้นอ้างได้
ถ้าเป็นโมฆะ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง เปิดกว้างมาก ผู้มีส่วนได้เสียคนใดก็ยกขึ้นอ้างได้ แต่ถ้าเป็นโมฆียะ มาตรา 175 จำกัดตัวบุคคลไว้เป็นรายชื่อ คือผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้เยาว์ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ ผู้ที่สำคัญผิด ถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่ และคนวิกลจริตในขณะที่จริตไม่วิกลแล้ว บุคคลนอกรายชื่อนี้ต่อให้เดือดร้อนเพียงใดก็บอกล้างไม่ได้


ให้สัตยาบันได้หรือไม่
โมฆะให้สัตยาบันไม่ได้ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ชัด ทำอย่างไรก็ไม่ฟื้น ส่วนโมฆียะให้สัตยาบันได้ตามมาตรา 177 เมื่อให้แล้วถือว่าสมบูรณ์มาแต่ต้น


ตรงนี้มีข้อที่ต้องระวังมาก มาตรา 180 กำหนดว่าไม่ต้องแสดงเจตนาโดยตรงก็ถือเป็นสัตยาบันได้ เพียงชำระหนี้ไปบางส่วน เรียกให้อีกฝ่ายชำระหนี้ แปลงหนี้ใหม่ ให้ประกัน หรือโอนสิทธิ ก็ถือว่าให้สัตยาบันแล้ว กลับไปที่ตัวอย่างผู้เยาว์ผ่อนโทรศัพท์ ถ้าผู้เยาว์อายุครบยี่สิบปีแล้วยังผ่อนต่ออีกสองงวด เท่ากับให้สัตยาบันไปเรียบร้อย บอกล้างไม่ได้อีกต่อไป ข้อเท็จจริงลักษณะนี้มักถูกวางไว้เป็นประโยคสั้น ๆ กลางเรื่อง


มีกำหนดเวลาหรือไม่
โมฆะไม่มีกำหนดเวลา จะยกขึ้นอ้างเมื่อใดก็ได้ แต่โมฆียะมีกำหนดเวลาสองชั้นตามมาตรา 181 คือหนึ่งปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ กับสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรม ครบกำหนดใดก่อนก็สิ้นสิทธิบอกล้าง


คืนทรัพย์กันอย่างไร
โมฆะใช้บทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ตามมาตรา 172 วรรคสอง ซึ่งต้องพิจารณาเงื่อนไขเรื่องความสุจริตของผู้รับและกำหนดเวลาตามมาตรา 419 ประกอบด้วย ส่วนโมฆียะที่บอกล้างแล้วใช้หลักกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 176 สองทางนี้ให้ผลไม่เหมือนกัน และเป็นส่วนที่คำตอบมักขาดไป


บุคคลภายนอกที่สุจริตได้รับผลกระทบหรือไม่
โดยทั่วไปโมฆะยกขึ้นอ้างได้กับทุกคน แต่มีข้อยกเว้นที่ต้องจำ คือเจตนาลวงตามมาตรา 155 วรรคหนึ่ง แม้เป็นโมฆะก็ยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้สุจริตและต้องเสียหายไม่ได้ ฝั่งโมฆียะก็มีทำนองเดียวกัน มาตรา 160 ห้ามยกการบอกล้างเพราะถูกกลฉ้อฉลขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้สุจริต


อะไรบ้างที่เป็นโมฆะ
วัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 150 ไม่ทำตามแบบที่กฎหมายบังคับ ตามมาตรา 152 แสดงเจตนาโดยไม่ตั้งใจผูกพันและอีกฝ่ายรู้ถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่ ตามมาตรา 154 สมรู้กันทำนิติกรรมลวง ตามมาตรา 155 วรรคหนึ่ง และสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ตามมาตรา 156


อะไรบ้างที่เป็นโมฆียะ
ความบกพร่องเรื่องความสามารถของผู้ทำนิติกรรม ตามมาตรา 153 ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในมาตรา 21 สำหรับผู้เยาว์ มาตรา 29 สำหรับคนไร้ความสามารถ มาตรา 30 สำหรับคนวิกลจริตที่ศาลยังไม่ได้สั่ง และมาตรา 34 สำหรับคนเสมือนไร้ความสามารถ นอกจากนั้นคือสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สิน ตามมาตรา 157 ถูกกลฉ้อฉล ตามมาตรา 159 และถูกข่มขู่ ตามมาตรา 164


หกจุดที่ตอบผิดบ่อยที่สุด
หนึ่ง สาระสำคัญกับคุณสมบัติ
จุดนี้พลาดกันมากที่สุด มาตรา 156 กับมาตรา 157 ใช้ถ้อยคำคล้ายกันแต่ให้ผลคนละอย่าง
วิธีแยกคือถามว่า ผู้แสดงเจตนาเข้าใจผิดว่ากำลังทำนิติกรรมอะไรอยู่ หรือเข้าใจถูกแล้วแต่ผิดเรื่องคุณภาพของสิ่งที่ตกลง ถ้าเข้าใจว่ากำลังลงนามในสัญญาเช่า แต่ความจริงเป็นสัญญาขาย นี่คือเข้าใจผิดว่ากำลังทำอะไร เป็นสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 156 แต่ถ้ารู้ชัดว่ากำลังซื้อแหวนวงนี้จากผู้ขายรายนี้ เพียงแต่เข้าใจว่าเป็นทองคำแท้ ความจริงเป็นทองชุบ นี่คือเข้าใจผิดเรื่องคุณภาพของทรัพย์ เป็นสำคัญผิดในคุณสมบัติ เป็นเพียงโมฆียะตามมาตรา 157


สอง ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตัวเอง
มาตรา 158 กำหนดว่าถ้าความสำคัญผิดเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้แสดงเจตนาเอง จะยกความสำคัญผิดนั้นมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนไม่ได้ ข้อเท็จจริงที่ระบุว่าลงนามโดยไม่อ่านทั้งที่มีเวลาอ่าน ให้นึกถึงมาตรานี้ไว้เสมอ


สาม แบบกับหลักฐานเป็นหนังสือ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ซื้อขายที่ดินตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง กฎหมายบังคับแบบ คือต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ทำเท่ากับเป็นโมฆะ


แต่สัญญาจะซื้อจะขายตามวรรคสอง กฎหมายไม่ได้บังคับแบบ เพียงต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือวางประจำ หรือชำระหนี้บางส่วน ถ้าไม่มีเลย สัญญายังสมบูรณ์อยู่ เพียงแต่ฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ซึ่งเป็นคนละผลกับโมฆะ


กู้ยืมเงินเกินสองพันบาทตามมาตรา 653 และค้ำประกันตามมาตรา 680 วรรคสอง ก็เป็นเรื่องหลักฐานเช่นเดียวกัน ส่วนสัญญาที่กฎหมายบังคับแบบและไม่ทำแล้วเป็นโมฆะ ได้แก่ เช่าซื้อตามมาตรา 572 วรรคสอง และจำนองตามมาตรา 714


สี่ พินัยกรรมของผู้เยาว์ไม่ใช่โมฆียะ
เรื่องนี้ดักคนได้มาก นิติกรรมทั่วไปที่ผู้เยาว์ทำเองเป็นโมฆียะตามมาตรา 21 ก็จริง แต่พินัยกรรมมีบทบัญญัติเฉพาะ มาตรา 25 ให้ผู้เยาว์ทำพินัยกรรมได้เมื่ออายุสิบห้าปีบริบูรณ์ และมาตรา 1703 บัญญัติไว้ชัดว่าพินัยกรรมซึ่งบุคคลที่มีอายุยังไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ทำขึ้นนั้นเป็นโมฆะ ไม่ใช่โมฆียะ


ห้า คนวิกลจริตที่ศาลยังไม่ได้สั่ง ต้องครบสองเงื่อนไข
มาตรา 30 กำหนดว่าต้องกระทำในขณะที่จริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ายต้องได้รู้ด้วยว่าผู้กระทำเป็นคนวิกลจริต ขาดข้อใดข้อหนึ่งนิติกรรมย่อมสมบูรณ์ ต่างจากคนไร้ความสามารถตามมาตรา 29 ที่เป็นโมฆียะทันทีโดยไม่ต้องพิจารณาว่าอีกฝ่ายรู้หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ระบุว่าคู่สัญญาไม่ทราบเลย มักถูกวางไว้เพื่อทดสอบว่าจับเงื่อนไขทั้งสองข้อนี้ได้หรือไม่


หก เจอโมฆะแล้วอย่าเพิ่งสรุปว่าทั้งฉบับเสียเปล่า
มาตรา 173 วางหลักว่าถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นโมฆะ นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น เว้นแต่พึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์ว่าคู่กรณีเจตนาให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกมาได้ และมาตรา 174 ยังเปิดทางให้ถือตามนิติกรรมอย่างอื่นที่ไม่เป็นโมฆะ หากสันนิษฐานได้ว่าคู่กรณีคงจะตั้งใจทำนิติกรรมอย่างนั้นมาแต่แรกหากรู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะ


ไล่วินิจฉัยสี่ชั้น ใช้ได้กับทุกโจทย์
ชั้นที่หนึ่ง ดูวัตถุประสงค์กับแบบก่อน ถ้าติดสองเรื่องนี้ถือว่าจบ เป็นโมฆะ ไม่ต้องพิจารณาเรื่องอื่นต่อ
ชั้นที่สอง ดูความสามารถของผู้ทำนิติกรรม เป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือคนวิกลจริตหรือไม่
ชั้นที่สาม ดูว่าการแสดงเจตนาบกพร่องเพราะเหตุใด สำคัญผิด ถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่ แล้วจึงระบุมาตรา
ชั้นที่สี่ ตอบเรื่องผล ใครยกขึ้นอ้างได้ ยังอยู่ในกำหนดเวลาหรือไม่ มีพฤติการณ์ที่ถือเป็นสัตยาบันไปแล้วหรือไม่ และมีบุคคลภายนอกผู้สุจริตเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่


การตอบข้อสอบควรตอบให้ครบทั้งสี่ชั้น ไม่ใช่การตอบเพียงว่าเป็นโมฆะหรือโมฆียะแล้วจบ ผู้ที่ทำเรื่องนี้ได้ดีจึงมักไม่ใช่ผู้ที่ท่องมาตราได้มากที่สุด แต่เป็นผู้ที่มีลำดับคำถามอยู่ในความคิดและถามครบทุกครั้ง


สรุปไว้ทวนก่อนสอบ
โมฆะคือไม่เคยมีผล ผู้มีส่วนได้เสียคนใดก็อ้างได้ ไม่มีกำหนดเวลา ให้สัตยาบันไม่ได้ คืนทรัพย์ด้วยลาภมิควรได้
โมฆียะคือมีผลอยู่จนกว่าจะบอกล้าง เฉพาะบุคคลตามมาตรา 175 เท่านั้นที่บอกล้างได้ มีกำหนดหนึ่งปีกับสิบปี ให้สัตยาบันได้และอาจให้ไปโดยไม่รู้ตัว บอกล้างแล้วกลับคืนสู่ฐานะเดิม
เข้าใจผิดว่ากำลังทำนิติกรรมอะไร คือมาตรา 156 เป็นโมฆะ เข้าใจผิดเรื่องคุณภาพของทรัพย์ คือมาตรา 157 เป็นโมฆียะ
ไม่ทำตามแบบเท่ากับโมฆะ ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือเพียงแต่ฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้


ห้องอ่านกฎหมายจัดทำขึ้นโดยเอกชน มิได้มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาใด มิได้รับการรับรองจากสถาบันการศึกษาใด และมิใช่เอกสารประกอบการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาใด เนื้อหาทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้