3 จำนวนผู้เข้าชม |
ผ่อนรถไม่ไหว ถูกยึดรถแล้ว ยังต้องจ่ายส่วนต่างอีกหรือไม่
เศรษฐกิจฝืด ค่างวดรถกลายเป็นภาระหนัก หลายคนเลือกทางที่คิดว่า จบง่ายที่สุด คือปล่อยให้ไฟแนนซ์มายึดรถไป หรือขับรถไปคืนเองที่สาขา ด้วยความเข้าใจว่าเมื่อคืนรถแล้วเรื่องก็จบ
แต่หลายรายพบว่า ผ่านไปไม่กี่เดือน กลับได้รับหมายศาล ฟ้องเรียกเงินอีกหลักแสนบาท ในชื่อ ค่าขาดราคา หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า ค่าส่วนต่าง คำถามคือ ผู้เช่าซื้อต้องจ่ายจริงหรือไม่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับว่าสัญญาเช่าซื้อ "เลิกกัน" ด้วยเหตุใด
สัญญาเช่าซื้อ ไม่ใช่การกู้ซื้อรถ
การผ่อนรถกับไฟแนนซ์คือ สัญญาเช่าซื้อ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยังเป็นไฟแนนซ์อยู่จนกว่าจะผ่อนครบทุกงวด ผู้เช่าซื้อเป็นเพียงผู้ครอบครองและใช้รถเท่านั้น
ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็น ธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ปัจจุบันอยู่ภายใต้ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 ซึ่งใช้บังคับกับสัญญาที่ทำตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2566 เป็นต้นไป
ก่อนยึดรถ ไฟแนนซ์ต้องทำอะไรบ้าง
ประกาศฉบับ พ.ศ. 2565 กำหนดขั้นตอนไว้ชัดเจน ไฟแนนซ์จะบอกเลิกสัญญาได้ต่อเมื่อ
1. ผู้เช่าซื้อ ผิดนัดชำระค่างวดสามงวดติด ๆ กัน และ
2. ไฟแนนซ์ มีหนังสือบอกกล่าว ให้ชำระค่างวดที่ค้าง ภายในเวลาอย่างน้อย 30 วัน นับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือ และ
3. ผู้เช่าซื้อละเลยไม่ปฏิบัติตามหนังสือนั้น
ครบสามข้อ ไฟแนนซ์จึงบอกเลิกสัญญาและกลับเข้าครอบครองรถได้ ในทางปฏิบัติจึงมีเวลาราวสี่เดือนก่อนรถถูกยึด
ยึดรถแล้ว ก่อนขายต้องแจ้งอะไรอีก
1. แจ้งผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน เพื่อให้ผู้เช่าซื้อ ใช้สิทธิซื้อรถคืนก่อน ภายใน 20 วัน ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาด พร้อมส่วนลด หากไม่ใช้สิทธิ ให้ผู้ค้ำประกันใช้สิทธิแทน และอาจโอนสิทธินี้ให้บุคคลภายนอกได้
2. แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนวันประมูลหรือขายทอดตลาด โดยระบุชื่อผู้ทำการขาย วัน และสถานที่
3. หลังขายเสร็จ ต้องแจ้งราคาที่ขายได้และรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้ทราบภายใน 15 วัน
ผลของการขาย ขายได้เกินมูลหนี้ส่วนที่ขาด ไฟแนนซ์ต้องคืนเงินส่วนเกินให้ผู้เช่าซื้อ แต่ถ้าขายได้น้อยกว่า ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดในส่วนที่ขาด นี่คือที่มาของ "ค่าส่วนต่าง"
หัวใจของเรื่อง สัญญาเลิกเพราะอะไร
ศาลฎีกาวางแนวไว้ว่า สิทธิเรียกค่าขาดราคาเป็นค่าเสียหายตามข้อสัญญา ซึ่งจะเรียกได้ เฉพาะเมื่อสัญญาเลิกกันเพราะผู้เช่าซื้อผิดสัญญา และไฟแนนซ์บอกเลิกสัญญาโดยชอบเท่านั้น แยกได้เป็นสามกรณี
กรณีที่ 1 คืนรถขณะยังไม่ผิดนัด ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเองตามมาตรา 573 ด้วยการส่งมอบรถคืน สัญญาเลิกโดยผู้เช่าซื้อไม่ได้ผิดสัญญา ไฟแนนซ์จึงเรียกค่าขาดราคาไม่ได้
กรณีที่ 2 สมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยาย เช่น ไฟแนนซ์ยังไม่ได้บอกกล่าวโดยชอบ แต่ไปติดตามยึดรถคืน และผู้เช่าซื้อยอมส่งมอบโดยไม่โต้แย้ง ถือว่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจเลิกสัญญา คู่สัญญาไม่มีสิทธิหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก เรียกค่าขาดราคาไม่ได้
กรณีที่ 3 ไฟแนนซ์บอกเลิกสัญญาโดยชอบเพราะผู้เช่าซื้อผิดนัด กรณีนี้ผู้เช่าซื้อ ต้องรับผิดในค่าขาดราคา อย่างไรก็ดี ค่าขาดราคาถือเป็น เบี้ยปรับ ตามมาตรา 379 หากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง
ข้อควรระวัง ค่าขาดราคา คนละส่วนกับ ค่าขาดประโยชน์ ซึ่งเป็นค่าตอบแทนการใช้รถระหว่างผิดนัดจนถึงวันคืนรถ ค่าขาดประโยชน์เป็นผลของการเลิกสัญญาตามมาตรา 391 วรรคสาม ผู้เช่าซื้อจึงอาจต้องรับผิดแม้สัญญาจะเลิกกันโดยปริยาย
ตัวอย่าง
นายเอกเช่าซื้อรถ ผ่อนไป 30 งวด เหลือหนี้ตามสัญญา 400,000 บาท แล้วผ่อนไม่ไหว ผิดนัด 3 งวดติดกัน ไฟแนนซ์ส่งหนังสือบอกกล่าวให้ชำระภายใน 30 วัน นายเอกเพิกเฉย ไฟแนนซ์บอกเลิกสัญญา ยึดรถไปขายทอดตลาดได้ 260,000 บาท ส่วนต่าง 140,000 บาท
หากไฟแนนซ์ทำตามขั้นตอนครบถ้วน นายเอกต้องรับผิดในส่วนต่างนี้ แต่นายเอกยังต่อสู้ได้ว่าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน และการขายทอดตลาดไม่เหมาะสม ศาลอาจลดจำนวนลงได้ตามสมควร
ในทางกลับกัน หากนายเอกยังไม่ผิดนัดเลย แต่รู้ตัวว่าจะผ่อนต่อไม่ไหว จึงขับรถไปคืนไฟแนนซ์ก่อนถึงกำหนดชำระงวดถัดไป กรณีนี้เข้ามาตรา 573 นายเอกไม่ต้องรับผิดในค่าขาดราคา
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5239/2561 ผู้เช่าซื้อผ่อนชำระ 2 งวดโดยยังไม่ผิดนัด แล้วนำรถไปส่งมอบคืนก่อนถึงกำหนดชำระงวดที่ 3 หนึ่งวัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการที่ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิเลิกสัญญาขณะที่ตนยังมิได้ตกเป็นผู้ผิดนัดตามมาตรา 573 แก่น คืนรถก่อนผิดนัด สัญญาเลิกโดยผู้เช่าซื้อไม่ได้ผิดสัญญา ไฟแนนซ์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2563 (แผนกคดีผู้บริโภค) ผู้เช่าซื้อผิดนัดเพียง 2 งวดติดต่อกัน ไฟแนนซ์ยังมิได้บอกกล่าวทวงถามเพื่อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบ แต่กลับไปติดตามยึดรถคืน และผู้เช่าซื้อยอมส่งมอบโดยไม่โต้แย้ง ศาลฎีกาถือว่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยาย แก่น เมื่อสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยาย ไฟแนนซ์อาศัยข้อตกลงในสัญญาเรียกค่าขาดราคาไม่ได้ ผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องร่วมรับผิดในส่วนนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564 (ประชุมใหญ่) ผู้เช่าซื้อผิดนัด 3 งวดติดกัน ไฟแนนซ์มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระภายใน 30 วันโดยชอบแล้ว ผู้เช่าซื้อกลับนำรถไปคืนก่อนครบกำหนด 30 วัน ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าพฤติการณ์เท่ากับผู้เช่าซื้อยอมรับว่าจะไม่ชำระหนี้ ถือว่าผู้เช่าซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่ใช่การสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยาย แก่น ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดค่าขาดราคา แต่ศาลใช้ดุลพินิจปรับลดจากที่ไฟแนนซ์เรียก 150,000 บาท เหลือ 72,000 บาท
ผ่อนไม่ไหว ควรทำอย่างไร
1. อย่าปล่อยให้ผิดนัดสะสม เจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ลดค่างวด ยืดเวลาผ่อน หรือรีไฟแนนซ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ
2. โอนสิทธิเปลี่ยนสัญญา ให้ผู้อื่นเข้าเป็นผู้เช่าซื้อแทน
หากตัดสินใจคืนรถ ควรคืนขณะยังไม่ผิดนัด และทำหนังสือแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 573 ให้ชัดเจน อย่าคืนลอย ๆ โดยไม่มีเอกสาร และอย่าเซ็นเอกสารรับสภาพหนี้หรือยอมรับผิดในส่วนต่างโดยไม่อ่าน
3. เก็บหลักฐานทุกฉบับ หนังสือบอกกล่าว ซองจดหมาย ใบรับรถ หนังสือแจ้งผลการขาย
4. ได้รับหมายศาลต้องไปศาล เพราะมีโอกาสไกล่เกลี่ย ขอผ่อนชำระ และขอให้ศาลลดเบี้ยปรับ หากไม่ไปตามนัด ศาลอาจพิพากษาตามคำฟ้องของไฟแนนซ์โดยไม่มีการโต้แย้ง
สิทธิเรียกร้องค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เฉพาะ จึงใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามมาตรา 193/30 การเงียบหายไปเฉย ๆ จึงไม่ทำให้หนี้หมดไป
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้นเท่านั้น มิใช่ความเห็นทางกฎหมายหรือคำแนะนำสำหรับกรณีเฉพาะราย ผลของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ข้อสัญญา และพยานหลักฐาน ผู้อ่านควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการใด ๆ