3 จำนวนผู้เข้าชม |
แบบของพินัยกรรม: เงื่อนไขความสมบูรณ์และเหตุที่ทำให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะ
พินัยกรรมเป็นเอกสารที่คนจำนวนมากเข้าใจว่าทำเองได้โดยไม่ยาก เพียงเขียนเจตนาลงในกระดาษ ลงชื่อ แล้วเก็บไว้ให้ลูกหลานทราบ ความเข้าใจนี้ถูกในแง่ที่ว่ากฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องจดทะเบียนหรือให้ทนายความจัดทำ แต่พลาดในจุดสำคัญที่สุด เพราะพินัยกรรมมิใช่เอกสารที่วัดกันด้วยความชัดเจนของเจตนา หากเป็นเอกสารที่กฎหมายกำหนดแบบไว้ และการทำผิดแบบมีผลถึงขั้นตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ ที่พบบ่อยคือครอบครัวมาทราบเรื่องนี้ในชั้นยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ตายไม่อยู่ในฐานะที่จะแก้ไขอะไรได้แล้ว
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 ให้บุคคลแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนได้ แต่มาตรา 1655 กำหนดว่าพินัยกรรมจะทำได้ก็แต่ตามแบบใดแบบหนึ่งที่บัญญัติไว้เท่านั้น และมาตรา 1705 ระบุชัดว่าพินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมที่ทำขึ้นขัดต่อบทบัญญัติเรื่องแบบย่อมเป็นโมฆะ กฎหมายไทยจึงไม่มีช่องให้ศาลรับรองเอกสารที่เจตนาชัดแต่แบบไม่ครบ
แบบที่คนทั่วไปใช้จริงมีสองแบบ แบบแรกคือพินัยกรรมแบบธรรมดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 ซึ่งต้องทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานทั้งสองต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้น แบบนี้ไม่จำเป็นต้องเขียนด้วยลายมือ จะพิมพ์หรือให้ผู้อื่นเขียนแทนก็ได้ และพยานไม่จำเป็นต้องอ่านหรือรู้ข้อความในพินัยกรรม เพราะหน้าที่ของพยานคือรับรองลายมือชื่อ ไม่ใช่รับรองเนื้อหา จุดที่ทำให้พินัยกรรมเสียมากที่สุดในทางปฏิบัติกลับเป็นเรื่องเล็กที่สุด คือการไม่ลงวัน เดือน ปี และการที่พยานสองคนไม่ได้อยู่พร้อมกันในขณะลงลายมือชื่อ
แบบที่สองคือพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา 1657 ซึ่งผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเองทั้งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อ แบบนี้ไม่ต้องมีพยานเลย จึงเหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการให้ผู้อื่นทราบเนื้อหา แต่ข้อจำกัดคือเข้มงวดกว่าที่คิด การพิมพ์ข้อความแล้วลงลายมือชื่อเองใช้ไม่ได้ การให้ผู้อื่นเขียนแทนแม้เพียงบางส่วนก็ใช้ไม่ได้ และมาตรา 1657 วรรคท้ายยังตัดมิให้นำมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ ผู้ทำพินัยกรรมแบบนี้จึงต้องลงลายมือชื่อจริงเท่านั้น ใช้ลายพิมพ์นิ้วมือแทนไม่ได้ ต่างจากพินัยกรรมแบบธรรมดาตามมาตรา 1656 ที่ใช้ลายพิมพ์นิ้วมือได้หากมีพยานรับรองสองคนตามมาตรา 9
นอกจากสองแบบข้างต้นยังมีแบบเอกสารฝ่ายเมืองตามมาตรา 1658 ซึ่งทำต่อหน้าเจ้าพนักงาน ณ ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต แบบเอกสารลับตามมาตรา 1660 ซึ่งผนึกและให้เจ้าพนักงานจดถ้อยคำไว้ และแบบทำด้วยวาจาตามมาตรา 1663 ซึ่งใช้ได้เฉพาะเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษจนไม่อาจทำตามแบบอื่นได้ โดยต้องแสดงเจตนาต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนที่อยู่พร้อมกัน และมาตรา 1664 กำหนดให้พินัยกรรมด้วยวาจาสิ้นผลเมื่อพ้นหนึ่งเดือนนับแต่พฤติการณ์พิเศษนั้นสิ้นไป หากผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ ในทางปฏิบัติแบบเอกสารฝ่ายเมืองเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ที่กังวลว่าจะมีการโต้แย้งกันภายหลัง เพราะมีเจ้าพนักงานเป็นผู้จัดทำและเก็บรักษา
เรื่องตัวบุคคลเป็นอีกชุดเงื่อนไขที่ทำให้พินัยกรรมเสียได้โดยที่ผู้ทำไม่ทันคิด มาตรา 1670 ห้ามมิให้ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ และบุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือตาบอดทั้งสองข้าง เป็นพยานในการทำพินัยกรรม ที่สำคัญกว่านั้นคือมาตรา 1653 ซึ่งกำหนดว่าผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรมจะเป็นผู้รับทรัพย์สินตามพินัยกรรมนั้นไม่ได้ และห้ามรวมถึงคู่สมรสของผู้เขียนหรือพยานด้วย ข้อกำหนดที่ยกทรัพย์ให้บุคคลเหล่านี้ย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 ที่พบบ่อยคือบุตรคนที่ดูแลบิดามารดาเป็นผู้พิมพ์หรือเขียนพินัยกรรมให้ แล้วถูกระบุเป็นผู้รับทรัพย์รายหลักในฉบับเดียวกัน ทั้งที่เป็นเจตนาแท้จริงของผู้ทำ ทรัพย์ส่วนนั้นก็ตกไป และเมื่อไม่มีข้อกำหนดอื่นรองรับ ทรัพย์ย่อมกลับไปแบ่งกันในหมู่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1620 นอกจากนี้มาตรา 1671 ยังกำหนดว่าเมื่อผู้อื่นเป็นผู้เขียนข้อความแห่งพินัยกรรม ผู้เขียนต้องลงลายมือชื่อพร้อมระบุว่าตนเป็นผู้เขียนไว้ด้วย
ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมพิจารณาเฉพาะในเวลาที่ทำเท่านั้นตามมาตรา 1654 พินัยกรรมของผู้ที่อายุยังไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์เป็นโมฆะตามมาตรา 1703 และพินัยกรรมของบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถแล้วก็เป็นโมฆะตามมาตรา 1704 ส่วนกรณีที่ยังไม่มีคำสั่งศาล ฝ่ายที่กล่าวอ้างต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าในเวลาที่ทำพินัยกรรมนั้นผู้ทำจริตวิกลอยู่จริง ด้วยเหตุนี้ ในกรณีที่ผู้ทำพินัยกรรมสูงอายุหรือมีอาการเจ็บป่วย การมีใบรับรองแพทย์ระบุสภาพในวันเดียวกับที่ทำพินัยกรรมจึงช่วยลดข้อโต้แย้งได้มาก
ขอบเขตของทรัพย์ที่ยกให้ได้ก็มีข้อจำกัด ผู้ทำพินัยกรรมยกได้เฉพาะทรัพย์สินของตน มาตรา 1481 กำหนดชัดว่าสามีหรือภริยาไม่มีอำนาจทำพินัยกรรมยกสินสมรสเกินกว่าส่วนของตนให้แก่บุคคลใด และหากพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1620 ในทางกลับกัน หากผู้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมด มาตรา 1608 ให้ถือว่าทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก ส่วนการตัดทายาทคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ ต้องแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งในพินัยกรรมหรือทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
การแก้ไขและการเพิกถอนเป็นเรื่องสุดท้ายที่มักถูกมองข้าม การขูดลบ ตก เติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นในพินัยกรรมย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่จะได้ทำตามแบบเดียวกับการทำพินัยกรรมนั้น สำหรับแบบธรรมดาคือต้องมีพยานรับรองอีกครั้งตามมาตรา 1656 วรรคสอง สำหรับแบบเขียนเองคือผู้ทำต้องแก้ด้วยมือตนเองและลงลายมือชื่อกำกับตามมาตรา 1657 วรรคสอง การขีดฆ่าแล้วเขียนทับโดยไม่ลงชื่อกำกับจึงทำให้ข้อความที่แก้ไม่มีผล ส่วนการเปลี่ยนใจทั้งฉบับ มาตรา 1693 ให้เพิกถอนพินัยกรรมของตนเมื่อใดก็ได้ และหากมีพินัยกรรมหลายฉบับที่ข้อความขัดกัน มาตรา 1697 ให้ถือว่าฉบับก่อนถูกเพิกถอนเฉพาะส่วนที่ขัดกันนั้น การทำฉบับใหม่โดยไม่เก็บฉบับเก่าไว้ให้เรียบร้อยจึงมักกลายเป็นชนวนข้อพิพาทในภายหลัง
สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้คือเลือกแบบให้ตรงกับสถานการณ์ของตนแล้วทำให้ครบทุกองค์ประกอบของแบบนั้น อย่าผสมแบบเข้าด้วยกัน ลงวัน เดือน ปีเสมอ เลือกพยานที่ไม่ใช่ผู้รับทรัพย์และไม่ใช่คู่สมรสของผู้รับทรัพย์ ระบุรายการทรัพย์ให้ชี้เฉพาะได้ เช่น เลขที่โฉนดหรือเลขที่บัญชี ระบุตัวผู้จัดการมรดกไว้ในพินัยกรรมด้วยเพื่อลดขั้นตอนในชั้นศาล และแจ้งให้คนที่ไว้ใจทราบว่าเก็บต้นฉบับไว้ที่ใด เพราะพินัยกรรมที่สมบูรณ์แต่ไม่มีใครหาพบ ให้ผลไม่ต่างจากการไม่ได้ทำไว้เลย
หลักที่ควรจำคือกฎหมายมรดกให้ความสำคัญแก่แบบไม่น้อยไปกว่าเจตนา เพราะในวันที่ต้องใช้พินัยกรรม ผู้ทำไม่อยู่ให้ยืนยันเจตนาของตนอีกแล้ว แบบที่ครบถ้วนจึงเป็นสิ่งเดียวที่พูดแทนเจ้าของเจตนาได้
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้นเท่านั้น มิใช่ความเห็นทางกฎหมายหรือคำแนะนำสำหรับกรณีเฉพาะราย ผลของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ผู้อ่านควรปรึกษาทนายความหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นจริง