ขายที่ดินสินสมรสโดยคู่สมรสไม่ยินยอม เพิกถอนได้ไหม

5 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ขายที่ดินสินสมรสโดยคู่สมรสไม่ยินยอม เพิกถอนได้ไหม

การจัดการสินสมรสโดยลำพัง โดยสิทธิเพิกถอนนิติกรรมของคู่สมรสและขอบเขตความคุ้มครองบุคคลภายนอก

ความเข้าใจที่แพร่หลายในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์คือ ผู้ที่มีชื่อในโฉนดที่ดินย่อมมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้โดยลำพัง และผู้ซื้อที่ตรวจสอบเอกสารสิทธิแล้วเห็นว่าถูกต้องย่อมได้รับความคุ้มครอง ความเข้าใจนี้ใช้ไม่ได้กับที่ดินที่มีสถานะเป็นสินสมรส เพราะกฎหมายครอบครัวกำหนดให้การจำหน่ายทรัพย์สินบางประเภทต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง และผลของการฝ่าฝืนคือคู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ ปัญหาที่ตามมาในทางปฏิบัติจึงมิได้อยู่ที่ตัวหลักกฎหมาย แต่อยู่ที่ข้อยกเว้นซึ่งคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ว่าคำว่าสุจริตในบริบทนี้มีความหมายเพียงใด

โครงสร้างของกฎหมายเริ่มจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 ซึ่งกำหนดว่าทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรส และวรรคท้ายยังวางข้อสันนิษฐานไว้ว่า หากเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ต่อมามาตรา 1476 กำหนดรายการนิติกรรมที่สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่ง (1) ครอบคลุมการขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนองซึ่งอสังหาริมทรัพย์ ส่วนมาตรา 1480 วรรคหนึ่งกำหนดผลของการฝ่าฝืนไว้ว่า คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2557 เป็นคดีที่วางความหมายของข้อยกเว้นดังกล่าวไว้ชัดเจน ข้อเท็จจริงในคดีคือที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) คู่สมรสฝ่ายหนึ่งจำหน่ายที่ดินไปโดยโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสอีกฝ่ายมิได้ให้ความยินยอม จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับโอน และต่อมาจำเลยที่ 3 รับโอนต่อไปอีกทอดหนึ่ง โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม ประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยคือผู้รับโอนทั้งสองรายเข้าข้อยกเว้นในฐานะบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่าโดยสุจริตตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง หมายความว่าบุคคลภายนอกได้ทำนิติกรรมกับคู่สมรสฝ่ายหนึ่งโดยมิได้ล่วงรู้ว่าเป็นการทำนิติกรรมผูกพันสินสมรสซึ่งต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมซื้อที่ดินโดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินเป็นสินสมรสและโจทก์มิได้ให้ความยินยอม จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์ในการซื้อ ทั้งการที่มิได้สนใจไปดูที่ดินพิพาท และการจ่ายเงินจำนวนมากให้แก่จำเลยที่ 2 นำไปไถ่ถอนที่ดินโดยไม่มีหลักประกันใดว่าจะมีการดำเนินการตามข้อตกลง อันเป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติวิสัยของผู้ซื้อทรัพย์โดยสุจริต จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามข้อยกเว้นเช่นเดียวกัน

หลักที่ได้จากคำพิพากษาฉบับนี้มีสองชั้น ชั้นแรกคือความสุจริตของบุคคลภายนอกวัดจากความรู้เกี่ยวกับสถานะของทรัพย์และการขาดความยินยอม ไม่ใช่วัดจากความถูกต้องของเอกสารสิทธิที่นำมาแสดง ผู้ซื้อที่ทราบว่าผู้ขายมีคู่สมรสและทราบว่าทรัพย์นั้นได้มาระหว่างสมรส ย่อมไม่อาจอ้างความไม่รู้ได้ ชั้นที่สองคือความสุจริตพิสูจน์ได้จากพฤติการณ์แวดล้อม การซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคาสูงโดยไม่ไปดูทรัพย์ ไม่ตรวจสอบสถานะของผู้ขาย หรือชำระเงินในลักษณะที่ผู้ประกอบธุรกิจตามปกติไม่ทำกัน ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลนำมาชั่งน้ำหนักได้ การรับโอนต่อไปอีกทอดหนึ่งจึงไม่ได้ตัดสิทธิของคู่สมรสโดยอัตโนมัติ

ข้อจำกัดที่ต้องระวังอยู่ในมาตรา 1480 วรรคสอง ซึ่งห้ามมิให้ฟ้องขอเพิกถอนเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น กำหนดเวลานี้เป็นเหตุให้คดีจำนวนมากยุติลงโดยไม่ต้องวินิจฉัยเนื้อหา เพราะคู่สมรสมักทราบเรื่องการโอนตั้งแต่ต้นแต่เลือกเจรจากันเองก่อน แล้วจึงฟ้องเมื่อพ้นกำหนด นอกจากนี้ข้อยกเว้นเรื่องการให้สัตยาบันก็มีผลเช่นกัน การลงชื่อในเอกสารใด ๆ ที่แสดงว่ายอมรับนิติกรรมนั้น หรือการรับเงินส่วนแบ่งจากการขายไว้ อาจถือเป็นการให้สัตยาบันซึ่งทำให้สิทธิเพิกถอนสิ้นไป

ในทางกลับกัน มาตรา 1477 ให้สามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวนบำรุงรักษาสินสมรสหรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรสได้ คู่สมรสที่ไม่มีชื่อในโฉนดจึงมีอำนาจฟ้องคดีในเรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องอาศัยความยินยอมของอีกฝ่าย และควรทราบด้วยว่ามาตรา 1476 วรรคสองกำหนดว่า การจัดการสินสมรสนอกเหนือจากรายการที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง สามีหรือภริยาจัดการได้โดยลำพัง ขอบเขตของการต้องขอความยินยอมจึงจำกัดอยู่เฉพาะรายการที่กฎหมายระบุไว้ ไม่ได้ครอบคลุมทุกนิติกรรม

สำหรับผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ แนวปฏิบัติที่ลดความเสี่ยงได้จริงคือการตรวจสอบสถานะสมรสของผู้ขายจากทะเบียนครอบครัวควบคู่ไปกับการตรวจโฉนด สอบถามวันที่ได้ทรัพย์มาเทียบกับวันจดทะเบียนสมรส และหากทรัพย์ได้มาระหว่างสมรส ให้จัดทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสไว้เป็นหลักฐานแม้ผู้ขายจะยืนยันว่าเป็นสินส่วนตัว เพราะข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1474 วรรคท้ายเป็นคุณแก่ฝ่ายที่อ้างว่าเป็นสินสมรส การซื้อในราคาต่ำกว่าตลาดอย่างผิดปกติ หรือการเร่งรัดให้โอนโดยไม่ให้เวลาตรวจสอบ เป็นสัญญาณที่ควรชะลอการทำสัญญาไว้ก่อน ส่วนคู่สมรสที่พบว่าทรัพย์ถูกจำหน่ายไปโดยตนไม่ได้ยินยอม สิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับแรกคือกำหนดวันที่ตนได้รู้เหตุนั้นให้ชัด และดำเนินคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันดังกล่าว

หลักที่ควรจำจากคดีนี้คือ ความคุ้มครองบุคคลภายนอกในเรื่องสินสมรสไม่ได้ให้แก่ผู้ที่ถือเอกสารครบถ้วน แต่ให้แก่ผู้ที่ไม่รู้และไม่ควรจะรู้ถึงข้อบกพร่องนั้นจริง ๆ ความระมัดระวังตามปกติวิสัยของผู้ซื้อจึงเป็นสิ่งที่ศาลใช้วัดความสุจริต มิใช่ถ้อยคำที่เขียนไว้ในสัญญา

ตัวบทและคำพิพากษาที่อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2557 ความหมายของคำว่าโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง และการพิจารณาพฤติการณ์ของผู้รับโอนช่วง

ตัวบทกฎหมาย
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (สินสมรสและข้อสันนิษฐาน)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (นิติกรรมที่ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอม)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1477 (อำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับสินสมรส)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 (การเพิกถอนนิติกรรมและกำหนดเวลาฟ้อง)

หมายเหตุ : การให้คำแนะนำทางกฎหมาย เป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้นเท่านั้นทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับ ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในคดีนั้นด้วย

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้