ที่ดินมีชื่อหลายคน ขายเฉพาะส่วนของตนได้ไหม ทุกคนยินยอมไหม

4 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ที่ดินมีชื่อหลายคน ขายเฉพาะส่วนของตนได้ไหม ทุกคนยินยอมไหม

กรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน โดยขอบเขตการจำหน่ายเฉพาะส่วนของตนและสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สิน

ที่ดินที่มีผู้ถือกรรมสิทธิ์หลายคนพร้อมกันเป็นสภาพที่พบได้ทั่วไป ทั้งที่ดินมรดกซึ่งทายาทรับโอนมาร่วมกันโดยยังไม่ได้แบ่งแยก ที่ดินที่พี่น้องลงขันซื้อร่วมกัน และที่ดินที่ใส่ชื่อร่วมเพื่อความสะดวกในการกู้ ความขัดแย้งที่ตามมามักตั้งอยู่บนความเข้าใจสองอย่างที่ตรงข้ามกัน ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าเมื่อมีชื่อในโฉนดร่วมกันแล้ว เจ้าของรวมคนใดจะขายอะไรก็ต้องได้รับความยินยอมจากทุกคนเสียก่อน อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าเมื่อมีชื่อในโฉนด ตนย่อมขายที่ดินทั้งแปลงได้ ทั้งสองความเข้าใจไม่ตรงกับหลักกฎหมาย และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางเส้นแบ่งไว้นานแล้ว

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 แยกเรื่องนี้ออกเป็นสองวรรคที่ต้องอ่านคู่กัน วรรคหนึ่งบัญญัติว่าเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายส่วนของตน หรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้ ส่วนวรรคสองบัญญัติว่าตัวทรัพย์สินนั้นจะจำหน่าย จำนำ จำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันได้ ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน สิ่งที่กฎหมายแยกจึงมิใช่ตัวบุคคล แต่เป็นวัตถุแห่งนิติกรรม กล่าวคือ ส่วนแห่งสิทธิของตนเองเป็นเรื่องที่เจ้าของรวมแต่ละคนจัดการได้ตามลำพัง แต่ตัวทรัพย์ทั้งแปลงเป็นเรื่องที่ต้องได้รับความยินยอมจากทุกคน

คำพิพากษาฎีกาที่ 1980/2494 วินิจฉัยไว้ว่า เจ้าของรวมคนหนึ่งขายที่ดินให้ผู้อื่นโดยระบุสัดส่วนของตนและบอกจำนวนเนื้อที่ไว้อย่างชัดแจ้ง โดยมิได้เกินกว่าสิทธิของตน แม้เจ้าของรวมคนอื่นจะมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย การซื้อขายนั้นก็ย่อมสมบูรณ์ตามมาตรา 1361 วรรคหนึ่ง ส่วนความในวรรคสองนั้น ศาลอธิบายเจตนารมณ์ไว้ว่ามุ่งห้ามมิให้เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จำหน่าย จำนำ จำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันแก่ตัวทรัพย์สินโดยมิได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมทุกคน เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการทำลายสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่นด้วย มิใช่กระทบเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น หลักเดียวกันนี้ปรากฏในคำพิพากษาฎีกาที่ 1528/2511 ซึ่งวินิจฉัยว่าเจ้าของรวมคนหนึ่งมีสิทธิขายส่วนของตนได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมทุกคน

ผลในทางปฏิบัติที่ตามมาจากหลักนี้คือ ทายาทหรือผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมคนหนึ่งสามารถไปจดทะเบียนขายเฉพาะส่วนของตนที่สำนักงานที่ดินได้ โดยเจ้าของรวมคนอื่นไม่มีสิทธิห้าม สิ่งที่เจ้าของรวมคนอื่นได้รับผลกระทบจึงไม่ใช่การสูญเสียกรรมสิทธิ์ แต่คือการที่ตนมีผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมรายใหม่ซึ่งอาจเป็นคนนอกครอบครัวเข้ามาแทนที่ ในทางกลับกัน สิ่งที่ผู้ซื้อได้รับก็มิใช่ที่ดินเป็นแปลงหรือเป็นแนวเขตที่ชี้ได้ หากเป็นเพียงส่วนแห่งสิทธิในที่ดินทั้งแปลงตามสัดส่วนที่ซื้อมา ผู้ซื้อจึงเข้าสวมสถานะเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่ง และต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเดียวกับเจ้าของรวมรายอื่นทุกประการ

ข้อจำกัดเหล่านั้นกระจายอยู่ในหลายมาตรา มาตรา 1357 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน ผู้ที่อ้างว่าตนมีส่วนมากกว่าจึงมีภาระพิสูจน์ มาตรา 1358 วางหลักการจัดการทรัพย์สินรวม โดยการจัดการตามธรรมดาถือเสียงข้างมากแห่งเจ้าของรวม การจัดการอันเป็นสาระสำคัญต้องมีเสียงข้างมากทั้งโดยจำนวนและโดยส่วนแห่งค่าของทรัพย์ ส่วนการรักษาทรัพย์สินนั้นเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ทำได้เสมอ มาตรา 1360 ให้เจ้าของรวมแต่ละคนใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ซึ่งเป็นบทที่ใช้ตอบข้อพิพาทเรื่องการเข้าไปปลูกสร้างหรือให้ผู้อื่นเช่าโดยลำพัง และมาตรา 1362 กำหนดให้เจ้าของรวมต้องช่วยกันออกค่าจัดการ ค่าภาษีอากร ค่ารักษา และค่าใช้ทรัพย์สินตามส่วนของตน ผู้ที่ออกค่าใช้จ่ายไปฝ่ายเดียวจึงมีสิทธิเรียกคืนตามส่วนได้

ทางออกที่แท้จริงของความขัดแย้งในกรรมสิทธิ์รวมอยู่ในมาตรา 1363 ซึ่งให้เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ เว้นแต่จะมีนิติกรรมขัดอยู่ หรือวัตถุประสงค์ที่เป็นเจ้าของรวมกันนั้นมีลักษณะเป็นการถาวร ทั้งนี้ ข้อตกลงห้ามแบ่งจะทำได้ไม่เกินคราวละสิบปี และเจ้าของรวมจะเรียกให้แบ่งในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้ เมื่อเรียกให้แบ่งแล้ว วิธีการแบ่งเป็นไปตามมาตรา 1364 คือแบ่งตัวทรัพย์กันเอง หรือขายทรัพย์แล้วแบ่งเงินกัน หากตกลงกันไม่ได้ ศาลอาจสั่งให้เอาทรัพย์สินออกแบ่ง และหากส่วนที่แบ่งไม่เท่ากันก็สั่งให้ทดแทนกันเป็นเงินได้ แต่ถ้าการแบ่งเช่นนั้นทำไม่ได้หรือจะเสียหายมาก ศาลจะสั่งให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาดก็ได้ ที่พบบ่อยคือคู่กรณีปล่อยให้ข้อพิพาทยืดเยื้อจนที่ดินถูกนำออกขายทอดตลาด ทั้งที่การประมูลกันเองระหว่างเจ้าของรวมมักให้ผลดีกว่าแก่ทุกฝ่าย

สิ่งที่ควรทำจึงต่างกันไปตามฐานะของแต่ละคน ผู้ที่ถือกรรมสิทธิ์รวมและไม่ต้องการให้คนนอกเข้ามา ควรทำข้อตกลงระหว่างเจ้าของรวมเป็นหนังสือให้ชัด ทั้งเรื่องสิทธิซื้อก่อนเมื่อมีผู้ใดประสงค์จะขายส่วนของตน การใช้ประโยชน์ในที่ดินแต่ละบริเวณ และการแบ่งภาระค่าใช้จ่าย โดยพึงทราบว่าข้อตกลงห้ามแบ่งมีผลได้ไม่เกินสิบปีตามมาตรา 1363 วรรคสอง สำหรับที่ดินมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง การรังวัดแบ่งแยกให้เสร็จตั้งแต่ยังตกลงกันได้ ย่อมลดข้อพิพาทในรุ่นถัดไปได้มาก ส่วนผู้ที่คิดจะซื้อที่ดินเฉพาะส่วน ควรเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าสิ่งที่ซื้อคือสัดส่วนแห่งสิทธิ ไม่ใช่ที่ดินที่ชี้แนวเขตได้ ควรตรวจสอบว่ามีการครอบครองเป็นส่วนสัดกันมาก่อนหรือไม่ มีข้อตกลงห้ามแบ่งอยู่หรือไม่ และประเมินไว้ล่วงหน้าว่าหากตกลงกับเจ้าของรวมรายอื่นไม่ได้ ตนพร้อมจะใช้สิทธิฟ้องขอแบ่งตามมาตรา 1363 หรือไม่

หลักที่ควรจำจากแนวคำพิพากษาชุดนี้คือ กรรมสิทธิ์รวมให้เสรีภาพแก่เจ้าของรวมในส่วนของตน แต่ไม่ให้อำนาจเหนือตัวทรัพย์ทั้งหมด การขายเฉพาะส่วนจึงทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร ขณะที่การกระทำใดอันกระทบตัวทรัพย์ทั้งแปลง ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมทุกคนเสมอ

ตัวบทและคำพิพากษาที่อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกา

คำพิพากษาฎีกาที่ 1980/2494 เจ้าของรวมขายที่ดินโดยระบุสัดส่วนของตนชัดแจ้งและไม่เกินสิทธิของตน การซื้อขายสมบูรณ์แม้เจ้าของรวมคนอื่นไม่ยินยอม
คำพิพากษาฎีกาที่ 1528/2511 เจ้าของรวมคนหนึ่งมีสิทธิขายส่วนของตนโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมทุกคน

ตัวบทกฎหมาย
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 (ข้อสันนิษฐานว่ามีส่วนเท่ากัน)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 (การจัดการทรัพย์สินรวม)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 (สิทธิใช้ทรัพย์สินรวม)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 (การจำหน่ายส่วนของตนและการจำหน่ายตัวทรัพย์)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1362 (ภาระค่าใช้จ่ายตามส่วน)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 (สิทธิเรียกให้แบ่งและข้อจำกัด)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 (วิธีการแบ่งทรัพย์สิน)

หมายเหตุ : การให้คำแนะนำทางกฎหมาย เป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้นเท่านั้นทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับ ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในคดีนั้นด้วย

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้