1. ตรวจใบอนุญาตจัดสรร (แบบ จ.ส. 3)
โดยผู้ซื้อสามารถขอสำเนาที่สำนักงานที่ดินจังหวัด หรือผ่านเว็บไซต์กรมที่ดิน หากพบว่ายังไม่อนุญาตผู้ซื้ออาจมีความเสี่ยงไม่ได้รับโฉนดและสาธารณูปโภคตามที่ได้โฆษณาไว้
2. เงินจอง และสัญญาจะซื้อจะขาย
โดยเอกสารจองไม่ควรระบุสิทธิริบเงินจองเกิน 0.5 ถึง 1 เปอร์เซ็นของราคาบ้าน หรือกำหนดให้ผู้ซื้อเสียสิทธิอัตโนมัติหากธนาคารปฏิเสธสินเชื่อ เงื่อนไขเช่นว่านี้ถูกตีความว่าไม่เป็นธรรม หลายคดี
3. ตรวจว่าใช้ แบบมาตรฐานสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรร ของกรมที่ดินหรือเทียบเท่า โดยจะมีแนบท้ายใบอนุญาต เพื่อหลีกเลี่ยงเงื่อนไขลอยตัว เช่น การขึ้นราคาหรือเลื่อนส่งมอบโดยไม่มีเหตุสุดวิสัย
4. งวดชำระ และความคืบหน้างานก่อสร้าง
โดย พระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน กำหนดให้ผู้พัฒนารายงานความคืบหน้าและไม่เรียกเงินเกินกว่าความคืบหน้าจริงโดยให้ตรวจสเตจเมนต์การผ่อนดาวน์เทียบงวดงานตรวจรับและรับประกันความชำรุด
5. ก่อนโอน ให้ขอรายงานผลทดสอบสาธารณูปโภค เช่น ถนน ระบบไฟ น้ำ และใบอนุญาตปลูกสร้าง และใบรับรองปลอดหนี้ภาษีโรงเรือน
หลังโอน กฎหมายแพ่งและพานิชย์ บัญญัติว่าให้รับประกันความชำรุดอย่างน้อย 1 ปี อันได้แก่สิ่งปลูกสร้าง และ 5 ปี อันได้แก่โครงสร้างหลัก
6. โอน และภาษี ค่าธรรมเนียม
ให้ใช้มาตรการลดค่าธรรมเนียมโอน จำนองปี 2567
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและอากรแสตมป์คำนวณตาม ราคาประเมิน สูงสุดหรือราคาซื้อจริง
7.จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร
โดยปกติเจ้าของโครงการต้องจัดตั้งนิติบุคคลภายใน 1 ปีหลังโอนแปลงแรก แต่ร่างกฎหมายใหม่ให้ ผู้ซื้อเรียกประชุมจัดตั้งได้เองหากผู้พัฒนาละเลย ทั้งนี้ผู้ซื้อบ้านจัดสรรจะต้องรวมกันไม่น้อยกว่า 75 เปอร์เซ็นต์
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นจริง ควรปรึกษาทนายความเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของท่าน
