12 จำนวนผู้เข้าชม |
ให้เพื่อนยืมเงินเกิน 2,000 บาท ไม่มีหลักฐาน ฟ้องไม่ได้จริงหรือ?
เชื่อว่าหลายคนเคยเจอสถานการณ์นี้ เพื่อนสนิท ญาติพี่น้อง หรือคนรู้จักมาขอยืมเงิน ด้วยความเกรงใจหรือความไว้ใจ เราก็โอนเงินให้ไปโดยไม่ได้ทำสัญญาอะไรเลย พอถึงเวลาทวงคืน กลับถูกบ่ายเบี่ยง ผัดวันประกันพรุ่ง หรือหนักกว่านั้นคือปฏิเสธว่าไม่เคยยืม คำถามคือ ถ้าไม่มีสัญญากู้ยืมเป็นลายลักษณ์อักษร เราจะฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้หรือไม่?
กฎหมายว่าอย่างไร
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วางหลักไว้ว่า การกู้ยืมเงินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป ถ้าไม่มี หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้ยืมแล้ว จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้
จุดสำคัญที่หลายคนเข้าใจผิดคือ กฎหมายไม่ได้บอกว่าการกู้ยืมนั้น เป็นโมฆะ หนี้ยังคงมีอยู่จริง เพียงแต่เจ้าหนี้จะนำคดีขึ้นฟ้องศาลเพื่อบังคับให้ลูกหนี้ชำระเงินคืนไม่ได้ หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือมาแสดง
หลักฐานเป็นหนังสือ ไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญากู้เสมอไป
ข่าวดีคือ กฎหมายใช้คำว่า หลักฐานแห่งการกู้ยืม ไม่ใช่ สัญญากู้ยืม ดังนั้นเอกสารใดก็ตามที่มีข้อความแสดงว่ามีการกู้ยืมเงินกัน และมีลายมือชื่อของผู้ยืม ก็ใช้เป็นหลักฐานฟ้องคดีได้ เช่น
ประเด็นเรื่องแชตนี้น่าสนใจมาก เพราะตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นหลักฐานเป็นหนังสือได้ และแนวคำพิพากษาของศาลในระยะหลังก็ยอมรับว่า ข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันที่ระบุตัวตนผู้ยืมได้ชัดเจน มีข้อความขอยืมเงินหรือยอมรับว่าเป็นหนี้ ประกอบกับสลิปการโอนเงิน สามารถใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมได้
แล้วถ้ายืมไม่เกิน 2,000 บาทล่ะ?
หากยอดเงินกู้ยืมไม่เกิน 2,000 บาท แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือเลย ก็สามารถฟ้องร้องได้ โดยใช้พยานบุคคลหรือหลักฐานอื่นมาสืบพิสูจน์ต่อศาล
ข้อควรระวังเรื่องดอกเบี้ย
อีกเรื่องที่ต้องรู้คู่กันคือ กฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเงินกู้เกินร้อยละ 15 ต่อปี (หรือร้อยละ 1.25 ต่อเดือน) สำหรับการกู้ยืมระหว่างบุคคลทั่วไป หากตกลงดอกเบี้ยเกินอัตรานี้ ดอกเบี้ยจะตกเป็นโมฆะทั้งหมด (แต่เงินต้นยังเรียกคืนได้) และผู้ให้กู้ที่เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรายังอาจมีความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 อีกด้วย
ข้อแนะนำก่อนให้ใครยืมเงิน
ทำหลักฐานเป็นหนังสือทุกครั้ง แม้จะเป็นคนสนิทก็ตาม อาจเป็นสัญญากู้ง่าย ๆ ระบุชื่อผู้กู้ ผู้ให้กู้ จำนวนเงิน วันที่ และกำหนดชำระคืน พร้อมลายมือชื่อผู้กู้
โอนเงินผ่านธนาคาร แทนการให้เงินสด เพื่อให้มีหลักฐานการโอนที่ตรวจสอบได้
เก็บแชตการสนทนาไว้ อย่าลบข้อความที่มีการพูดถึงการยืมเงิน จำนวนเงิน หรือการทวงถาม
อย่าเรียกดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี เพราะนอกจากจะเรียกดอกเบี้ยไม่ได้แล้ว ยังเสี่ยงมีความผิดทางอาญา
สรุป
การให้ยืมเงินเกิน 2,000 บาทโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ไม่ได้แปลว่าเงินนั้นสูญเปล่าเสมอไป เพราะข้อความแชตประกอบสลิปโอนเงินก็อาจใช้เป็นหลักฐานได้ แต่ทางที่ดีที่สุดคือทำหลักฐานให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพราะ ความไว้ใจ ใช้ฟ้องศาลไม่ได้ แต่ หลักฐาน ใช้ได้เสมอ
แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิากษาฎีกาที่ 4306/2565 หลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือตามมาตรา 653 ไม่จำเป็นต้องระบุคำว่า กู้ยืม ตรง ๆ แต่ต้องมีข้อความที่แสดงให้เห็นว่ารับเงินไปและจะใช้คืน หากข้อความแชทเป็นเพียงการพูดคุยทั่วไปที่ไม่แสดงว่าเป็นการกู้ยืมเงิน ถือว่าไม่มีหลักฐานการกู้ยืม ฟ้องบังคับคดีไม่ได้
คำพิากษาฎีกาที่ 6757/2560 ข้อความที่ส่งผ่านเฟซบุ๊กเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ แม้ไม่มีการลงลายมือชื่อ แต่เมื่อปรากฏชื่อผู้ส่งชัดเจน ศาลถือว่าข้อความนั้นมีผลเป็นหนังสือตามกฎหมายแล้ว
คำพิากษาฎีกาที่ 8089/2556 การใส่รหัสส่วนตัวกดเงินจากบัตรกดเงินสด เปรียบได้กับการลงลายมือชื่อ ถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ มาตรา 7, 8 และ 9 ผู้ให้กู้จึงมีอำนาจฟ้อง
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นจริง ควรปรึกษาทนายความเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของท่าน