8 จำนวนผู้เข้าชม |
ละเมิดกับผิดสัญญา: ความต่างที่ตัดสินทั้งอายุความและค่าเสียหาย
เมื่อเห็นคำว่าสัญญาอยู่ในโจทย์ คนส่วนใหญ่จะตอบเรื่องผิดสัญญาทันทีแล้วจบ แต่ข้อเท็จจริงชุดเดียวกันนั้นอาจก่อความรับผิดขึ้นสองฐานพร้อมกัน คือทั้งผิดสัญญาและละเมิด ถ้ามองเห็นแค่ฐานเดียว คำตอบก็ขาดไปครึ่งหนึ่งทันที
ที่หนักกว่านั้นคือ สองฐานนี้มีอายุความและขอบเขตค่าเสียหายไม่เท่ากัน เลือกฐานผิดจึงไม่ได้แค่เสียคะแนนช่วงต้น แต่ทำให้ข้อสรุปตอนท้ายผิดตามไปด้วยทั้งหมด
ความต่างพื้นฐานอยู่ที่ว่าหน้าที่มาจากไหน
ละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 เกิดจากหน้าที่ที่กฎหมายวางไว้ให้ทุกคนอยู่แล้ว คือหน้าที่ที่จะไม่จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้ผู้อื่นเสียหายโดยผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด หน้าที่นี้มีอยู่กับทุกคนโดยไม่ต้องรู้จักกันมาก่อน
ผิดสัญญาตามมาตรา 215 ต่างออกไป หน้าที่เกิดจากสิ่งที่คู่สัญญาตกลงกันเอง เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ เจ้าหนี้จึงเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ ถ้าไม่มีสัญญาก็ไม่มีหน้าที่ และเมื่อไม่มีหน้าที่ก็ไม่มีการผิดหน้าที่
เทียบให้เห็นภาพ ขับรถชนคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เป็นละเมิดล้วน ๆ เพราะไม่มีสัญญาใดระหว่างกัน ส่วนช่างที่รับจ้างทาสีบ้านแล้วไม่มาทำตามกำหนด เป็นผิดสัญญาล้วน ๆ เพราะหน้าที่มาจากสัญญาจ้าง และการไม่มาทำงานนั้นไม่ได้ไปละเมิดสิทธิอะไรของเจ้าของบ้านเพิ่มเติม
ผลที่ต่างกันสี่เรื่อง
หนึ่ง อายุความ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต่างกันมากที่สุด
ละเมิดมีอายุความสั้นมาก มาตรา 448 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้หนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ครบกำหนดใดก่อนก็ขาดอายุความ
ข้อที่ต้องอ่านให้ครบคือ ต้องรู้ทั้งสองอย่างจึงจะเริ่มนับหนึ่งปี คือรู้ว่ามีการละเมิด และรู้ว่าใครเป็นคนทำ ถ้ารู้ว่าเสียหายแต่ยังไม่รู้ว่าใครทำ อายุความหนึ่งปียังไม่เริ่มเดิน ตรงนี้เป็นจุดที่โจทก์วางข้อเท็จจริงหลอกได้ง่าย
มาตรา 448 วรรคสอง ยังเพิ่มอีกชั้นว่า ถ้าเรื่องนั้นเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญาและอายุความอาญายาวกว่า ให้ใช้อายุความอาญาที่ยาวกว่านั้นแทน เช่น ทำร้ายร่างกายหรือฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผิดอาญาด้วย
ส่วนผิดสัญญาไม่มีบทเฉพาะ จึงใช้อายุความทั่วไปสิบปีตามมาตรา 193/30 เว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นพิเศษ เช่น ผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ส่งมอบ มีอายุความสองปีตามมาตรา 193/34
ความต่างระหว่างหนึ่งปีกับสิบปีนี้เอง คือเหตุผลว่าทำไมการเลือกฐานผิดจึงทำให้คำตอบพังทั้งข้อ
สอง ต้องพิสูจน์อะไรบ้าง
ในคดีละเมิด ผู้เสียหายต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าอีกฝ่ายจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็แพ้ แม้ความเสียหายจะเกิดขึ้นจริง
ในคดีผิดสัญญาเบากว่านั้นมาก เจ้าหนี้เพียงพิสูจน์ว่ามีสัญญาและลูกหนี้ไม่ได้ทำตามที่ตกลง ไม่ต้องพิสูจน์ว่าลูกหนี้จงใจหรือประมาท ภาระจะกลับไปอยู่ที่ลูกหนี้ว่าต้องยกข้อแก้ตัวขึ้นสู้เอง เช่น การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ที่ตนไม่ต้องรับผิดชอบตามมาตรา 219
สาม เรียกค่าเสียหายได้แค่ไหน
ในเรื่องผิดสัญญา มาตรา 222 จำกัดไว้ว่าเรียกได้เฉพาะความเสียหายที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นจากการไม่ชำระหนี้ ส่วนความเสียหายที่เกิดจากพฤติการณ์พิเศษนั้น เรียกได้ต่อเมื่ออีกฝ่ายได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์นั้นล่วงหน้า
ในเรื่องละเมิด มาตรา 438 ให้ศาลวินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งยืดหยุ่นกว่า
ที่ต่างกันชัดที่สุดคือค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน มาตรา 446 ให้เรียกได้ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกาย อนามัย หรือเสรีภาพ เป็นบทที่อยู่ในลักษณะละเมิด จึงเรียกไม่ได้ในคดีผิดสัญญาโดยลำพัง ผู้เสียหายที่ต้องการค่าเสียหายส่วนนี้จึงต้องหาทางตั้งฐานละเมิดให้ได้
สี่ ใครฟ้องได้
คดีผิดสัญญาฟ้องได้เฉพาะคู่สัญญา คนนอกที่ได้รับความเสียหายจากการที่สัญญาไม่ถูกปฏิบัติ จะอาศัยสัญญาฟ้องไม่ได้ เพราะไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญากับใคร
คดีละเมิดไม่มีข้อจำกัดนี้ ใครก็ตามที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำนั้นย่อมฟ้องได้ จุดนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่คนนอกสัญญาต้องตั้งรูปคดีเป็นละเมิดเสมอ
เมื่อข้อเท็จจริงเดียวเป็นทั้งสองฐาน
การผิดสัญญาไม่ได้กลายเป็นละเมิดโดยอัตโนมัติ เงื่อนไขคือการกระทำนั้นต้องเป็นการกระทำโดยผิดกฎหมายต่อสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 420 ด้วย ไม่ใช่เพียงไม่ทำตามที่ตกลงไว้เฉย ๆ
ตัวอย่างที่เป็นทั้งสองฐาน ช่างรับซ่อมรถแล้วทำเครื่องยนต์เสียหายเพิ่ม เป็นทั้งผิดสัญญาจ้างทำของและละเมิดต่อทรัพย์สินของลูกค้า หรือผู้รับขนส่งทำสินค้าของผู้ว่าจ้างเสียหายระหว่างทาง ก็เข้าลักษณะเดียวกัน
ตัวอย่างที่เป็นฐานเดียว ผู้ขายไม่ส่งมอบสินค้าตามกำหนด อันนี้ผิดสัญญาอย่างเดียว เพราะไม่มีการกระทำใดที่ไปทำให้ทรัพย์สินหรือสิทธิของผู้ซื้อเสียหายเพิ่มเติมนอกเหนือจากการไม่ได้รับของตามสัญญา
เมื่อเข้าทั้งสองฐาน ผู้เสียหายเลือกฟ้องฐานใดก็ได้ หรือฟ้องทั้งสองฐานในคดีเดียวกันก็ได้ แต่จะได้รับค่าเสียหายซ้ำซ้อนสำหรับความเสียหายเดียวกันไม่ได้ ในทางปฏิบัติจึงต้องเลือกให้เป็น ถ้าเรื่องเกิดมานานเกินหนึ่งปีแล้ว การตั้งรูปคดีเป็นผิดสัญญาย่อมได้เปรียบเรื่องอายุความ แต่ถ้าต้องการค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน ก็ต้องอาศัยฐานละเมิด
ห้าจุดที่ตอบผิดบ่อย
หนึ่ง เห็นคำว่าสัญญาแล้วตัดละเมิดทิ้ง นี่คือความผิดพลาดอันดับหนึ่ง เมื่อโจทก์วางข้อเท็จจริงว่ามีสัญญากันอยู่ ให้ตรวจต่อเสมอว่าการกระทำนั้นไปทำให้ทรัพย์สินหรือร่างกายของอีกฝ่ายเสียหายด้วยหรือไม่ ถ้าใช่ ต้องวินิจฉัยทั้งสองฐาน
สอง ตอบละเมิดทั้งที่เป็นเพียงการไม่ทำตามสัญญา นี่คือความผิดพลาดในทางกลับกัน การไม่ชำระหนี้เฉย ๆ ไม่ใช่การกระทำผิดกฎหมายตามมาตรา 420 ต้องมีการกระทำที่กระทบสิทธิเพิ่มเติมจริง ๆ จึงจะตั้งฐานละเมิดได้
สาม ตอบฐานผิดแล้วสรุปอายุความผิดตามไปด้วย ในโจทก์ที่ระบุวันเวลาไว้ชัด นั่นคือสัญญาณว่าผู้ออกข้อสอบต้องการให้วินิจฉัยอายุความ ให้ระวังการเริ่มนับหนึ่งปีตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ว่าต้องรู้ทั้งการละเมิดและรู้ตัวผู้ทำ และอย่าลืมตรวจวรรคสองเรื่องอายุความอาญาที่ยาวกว่า
สี่ ลืมว่าข้อตกลงยกเว้นความรับผิดบางอย่างเป็นโมฆะ มาตรา 373 กำหนดว่าความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนนั้นเป็นโมฆะ โจทก์ที่ใส่ข้อความในใบรับของว่าไม่รับผิดชอบความเสียหายทุกกรณี มักกำลังทดสอบมาตรานี้
ห้า สับสนเรื่องความรับผิดแทนผู้อื่นในสองระบบ ในฐานละเมิด นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างทำไปในทางการที่จ้างตามมาตรา 425 ส่วนในฐานสัญญา ลูกหนี้ต้องรับผิดในความผิดของบุคคลที่ตนใช้ในการชำระหนี้เสมือนเป็นความผิดของตนเองตามมาตรา 220 คนละมาตราและคนละเงื่อนไข อย่าหยิบสลับกัน
ลำดับการวินิจฉัย
ชั้นที่หนึ่ง ดูว่ามีสัญญาระหว่างคู่กรณีหรือไม่ ถ้ามี ให้วินิจฉัยฐานผิดสัญญาก่อน ว่าหน้าที่ตามสัญญาคืออะไรและไม่ได้ทำตามตรงไหน
ชั้นที่สอง ไม่ว่าจะมีสัญญาหรือไม่ ให้ตรวจต่อว่าการกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบของมาตรา 420 หรือไม่ คือจงใจหรือประมาทเลินเล่อ กระทำโดยผิดกฎหมาย และทำให้เสียหายแก่สิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด
ชั้นที่สาม เมื่อได้ฐานความรับผิดแล้ว จึงวินิจฉัยผล ได้แก่ อายุความของฐานนั้น ขอบเขตค่าเสียหายที่เรียกได้ และผู้มีสิทธิฟ้อง
ชั้นที่สี่ ตรวจข้อต่อสู้ที่เหลือ เช่น ข้อตกลงยกเว้นความรับผิด ความผิดของผู้เสียหายที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย และความรับผิดของบุคคลอื่นที่ต้องร่วมรับผิดด้วย
สรุปไว้ทวนก่อนสอบ
ละเมิดคือผิดหน้าที่ที่กฎหมายวางไว้ให้ทุกคน อายุความหนึ่งปีนับแต่รู้ทั้งการละเมิดและรู้ตัวผู้ทำ หรือสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ต้องพิสูจน์จงใจหรือประมาทเลินเล่อ เรียกค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงินได้ ใครที่เสียหายก็ฟ้องได้
ผิดสัญญาคือผิดหน้าที่ที่ตกลงกันเอง อายุความสิบปีเว้นแต่มีบทเฉพาะ ไม่ต้องพิสูจน์จงใจหรือประมาท ค่าเสียหายจำกัดตามมาตรา 222 และฟ้องได้เฉพาะคู่สัญญา
ข้อเท็จจริงเดียวเป็นได้ทั้งสองฐาน เมื่อการผิดสัญญานั้นมีการกระทำที่ไปกระทบสิทธิของอีกฝ่ายเพิ่มเติมด้วย แต่การไม่ชำระหนี้เฉย ๆ ไม่ใช่ละเมิด
บทความนี้จัดทำขึ้นโดยเอกชน เรียบเรียงจากตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะ มิได้มีความเกี่ยวข้อง มิได้รับการรับรอง และมิใช่เอกสารประกอบการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาใด