7 จำนวนผู้เข้าชม |
ความรับผิดเพื่อละเมิดของบุคคลอื่น: นายจ้าง ตัวการ และผู้ว่าจ้างทำของ ไม่ได้รับผิดเท่ากัน
โจทก์เรื่องนี้มักเขียนมาคล้าย ๆ กัน คือมีคนหนึ่งไปทำละเมิดต่อคนภายนอก แล้วมีอีกคนหนึ่งอยู่เบื้องหลังในฐานะผู้ใช้งานหรือผู้จ้าง คำถามคือคนที่อยู่เบื้องหลังต้องรับผิดด้วยหรือไม่
คำตอบไม่เหมือนกันทุกกรณี ขึ้นอยู่กับว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนั้นเป็นแบบไหน และตรงนี้คือจุดที่ข้อสอบตั้งใจให้แยก เพราะสามความสัมพันธ์ที่หน้าตาใกล้กันมาก กลับให้ผลต่างกันคนละทาง
สามความสัมพันธ์ สามผลลัพธ์
นายจ้างกับลูกจ้าง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 กำหนดว่านายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง ความรับผิดนี้เกิดขึ้นทันทีเมื่อครบเงื่อนไข นายจ้างจะแก้ตัวว่าตนคัดเลือกคนมาอย่างดีแล้วหรือกำชับแล้วก็ไม่ได้
ตัวการกับตัวแทน มาตรา 427 ให้นำมาตรา 425 และมาตรา 426 มาใช้บังคับแก่ตัวการและตัวแทนโดยอนุโลม ผลจึงเหมือนกับฝั่งนายจ้าง
ผู้ว่าจ้างทำของกับผู้รับจ้าง มาตรา 428 กลับด้านทั้งหมด ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อขึ้นแก่บุคคลภายนอกระหว่างทำงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นสามข้อ คือผู้ว่าจ้างผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ผิดในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือผิดในการเลือกหาผู้รับจ้าง
เห็นได้ว่าสองแบบแรกรับผิด แบบที่สามไม่รับผิด ทั้งที่ในสายตาคนทั่วไป การจ้างคนมาทำงานให้ก็ดูเหมือนกันไปหมด
เส้นแบ่งอยู่ที่อำนาจบังคับบัญชา
สิ่งที่แยกลูกจ้างออกจากผู้รับจ้างทำของ ไม่ใช่ชื่อที่เรียกกันในสัญญา และไม่ใช่ว่าจ่ายเงินเป็นรายเดือนหรือรายงาน แต่คือใครเป็นคนกำหนดวิธีทำงาน
ลูกจ้างทำงานอยู่ใต้อำนาจบังคับบัญชาของนายจ้าง นายจ้างสั่งได้ว่าให้ทำอะไร ทำเมื่อไร และทำอย่างไร
ผู้รับจ้างทำของทำงานโดยอิสระ ผู้ว่าจ้างมุ่งเอาผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ ไม่ได้เข้าไปควบคุมวิธีทำ เช่น จ้างผู้รับเหมามาสร้างบ้าน ผู้ว่าจ้างต้องการบ้านที่เสร็จตามแบบ ไม่ได้สั่งว่าคนงานต้องยกอิฐท่าไหน
เมื่อเจอโจทก์ที่ใช้คำว่าจ้าง ให้มองหาข้อเท็จจริงเรื่องการควบคุมวิธีทำงานก่อนเสมอ นั่นคือกุญแจของทั้งข้อ
ทางการที่จ้าง คือคำที่ยากที่สุดในมาตรา 425
แม้จะเป็นลูกจ้างแน่นอนแล้ว นายจ้างก็ยังไม่ต้องรับผิดทุกกรณี ต้องเป็นละเมิดที่ลูกจ้างทำไปในทางการที่จ้างด้วย
การทำเกินคำสั่งหรือฝ่าฝืนระเบียบของนายจ้าง ไม่ได้แปลว่าออกนอกทางการที่จ้างเสมอไป ถ้าลูกจ้างยังทำงานตามหน้าที่ของตนอยู่ เพียงแต่ทำผิดวิธีหรือประมาทไป ก็ยังถือว่าอยู่ในทางการที่จ้าง มิฉะนั้นนายจ้างจะหลุดพ้นได้ทุกครั้งเพียงอ้างว่าตนสั่งห้ามไว้แล้ว
แต่ถ้าลูกจ้างละทิ้งงานไปทำธุระส่วนตัว เช่น ขับรถของนายจ้างออกนอกเส้นทางไปทำเรื่องของตัวเองแล้วไปชนคนเข้า กรณีนี้ออกนอกทางการที่จ้างแล้ว นายจ้างไม่ต้องรับผิด
โจทก์ที่บรรยายเส้นทางการเดินรถอย่างละเอียด หรือระบุเวลาเลิกงานไว้ชัด กำลังทดสอบเรื่องนี้อยู่
หกจุดที่ตอบผิดบ่อย
หนึ่ง เอามาตรา 425 ไปใช้กับผู้รับจ้างทำของ
นี่คือความผิดพลาดอันดับหนึ่งของเรื่องนี้ เมื่อโจทก์ใช้คำว่าจ้างผู้รับเหมา จ้างช่าง หรือจ้างบริษัทรับขน ให้ตรวจก่อนว่าเข้าลักษณะจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ ถ้าเป็นจ้างทำของต้องเดินไปทางมาตรา 428 และต้องไล่ข้อยกเว้นทั้งสามข้อ ไม่ใช่สรุปว่าไม่รับผิดแล้วจบ
สอง เข้าใจว่านายจ้างรับผิดแทนลูกจ้าง
มาตรา 425 ใช้คำว่าร่วมกันรับผิด ไม่ใช่รับผิดแทน ลูกจ้างยังคงต้องรับผิดในละเมิดของตนเองอยู่เต็มจำนวน ผู้เสียหายจะฟ้องคนใดคนหนึ่งหรือฟ้องทั้งสองคนก็ได้ คำตอบที่เขียนว่าลูกจ้างพ้นความรับผิดเพราะมีนายจ้างรับไปแล้ว เป็นคำตอบที่ผิด
สาม ลืมสิทธิไล่เบี้ย
มาตรา 426 ให้นายจ้างที่ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกไปแล้ว ไล่เบี้ยเอาจากลูกจ้างได้ และมาตรา 427 ทำให้ตัวการไล่เบี้ยเอาจากตัวแทนได้เช่นกัน คำถามที่ถามว่านายจ้างจ่ายไปแล้วทำอะไรได้บ้าง กำลังถามมาตรานี้ตรง ๆ
สี่ สับสนระหว่างละเมิดของตัวแทนกับสัญญาที่ตัวแทนไปทำ
สองเรื่องนี้อยู่คนละลักษณะและใช้คนละมาตรา ถ้าตัวแทนไปทำละเมิดต่อคนภายนอก ใช้มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 แต่ถ้าตัวแทนไปทำสัญญากับคนภายนอกในนามตัวการ ต้องใช้มาตรา 820 ซึ่งวางหลักว่าตัวการย่อมผูกพันในกิจการที่ตัวแทนทำไปภายในขอบอำนาจ
และเมื่อทำเกินขอบอำนาจ มาตรา 823 วางหลักว่าไม่ผูกพันตัวการ เว้นแต่ตัวการจะให้สัตยาบัน
ห้า มองข้ามตัวแทนเชิด
มาตรา 821 กำหนดว่าผู้ที่เชิดบุคคลอื่นออกแสดงเป็นตัวแทนของตน หรือรู้แล้วยอมให้เขาเชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตน ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าคนนั้นเป็นตัวแทนของตนจริง
มาตรา 822 ต่อยอดอีกชั้นว่า ถ้าตัวแทนทำเกินอำนาจ แต่ทางปฏิบัติของตัวการทำให้บุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการนั้นอยู่ในขอบอำนาจ ก็ให้ใช้หลักเดียวกับมาตรา 821
โจทก์ที่เขียนว่าตัวการเคยปล่อยให้คนคนนั้นทำธุรกรรมแทนมาหลายครั้งโดยไม่เคยทักท้วง กำลังวางฐานของสองมาตรานี้ไว้
หก ลืมว่าบิดามารดาแก้ตัวได้ แต่นายจ้างแก้ตัวไม่ได้
มาตรา 429 กำหนดว่าผู้เยาว์หรือคนวิกลจริตยังต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิด และบิดามารดาหรือผู้อนุบาลต้องรับผิดร่วมด้วย แต่มีทางออกให้ คือพิสูจน์ได้ว่าตนใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลแล้ว
มาตรา 430 วางหลักทำนองเดียวกันกับครูบาอาจารย์และผู้รับดูแลผู้ไร้ความสามารถ โดยจะรับผิดต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร
ต่างจากนายจ้างตามมาตรา 425 ซึ่งไม่มีข้อแก้ตัวทำนองนี้ให้เลย ความต่างตรงนี้เป็นจุดที่ข้อสอบชอบเอามาวางคู่กันในข้อเดียว
ลำดับการวินิจฉัย
ชั้นที่หนึ่ง ดูก่อนว่าผู้ลงมือทำละเมิดจริงหรือไม่ ถ้าตัวผู้ลงมือยังไม่เข้ามาตรา 420 ก็ไม่ต้องพูดถึงความรับผิดของคนเบื้องหลัง
ชั้นที่สอง จำแนกความสัมพันธ์ระหว่างผู้ลงมือกับคนเบื้องหลัง โดยดูที่อำนาจบังคับบัญชาและการควบคุมวิธีทำงาน ว่าเป็นลูกจ้าง เป็นตัวแทน หรือเป็นผู้รับจ้างทำของ
ชั้นที่สาม ถ้าเป็นลูกจ้างหรือตัวแทน ให้วินิจฉัยว่าละเมิดนั้นเกิดขึ้นในทางการที่จ้างหรือในขอบอำนาจหรือไม่
ชั้นที่สี่ ถ้าเป็นผู้รับจ้างทำของ ให้ไล่ข้อยกเว้นสามข้อของมาตรา 428 ทีละข้อ อย่าสรุปว่าไม่รับผิดโดยไม่ตรวจ
ชั้นที่ห้า สรุปผล ใครรับผิดบ้าง รับผิดร่วมกันหรือแยกกัน และมีสิทธิไล่เบี้ยกันได้หรือไม่
สรุปไว้ทวนก่อนสอบ
นายจ้างร่วมรับผิดกับลูกจ้างเมื่อละเมิดเกิดในทางการที่จ้าง ตามมาตรา 425 และไล่เบี้ยได้ตามมาตรา 426
ตัวการกับตัวแทนใช้หลักเดียวกันโดยอนุโลม ตามมาตรา 427
ผู้ว่าจ้างทำของไม่รับผิด ตามมาตรา 428 เว้นแต่ผิดในงานที่สั่ง ผิดในคำสั่ง หรือผิดในการเลือกผู้รับจ้าง
เส้นแบ่งระหว่างลูกจ้างกับผู้รับจ้างทำของอยู่ที่ใครควบคุมวิธีทำงาน ไม่ใช่ชื่อที่เรียกในสัญญา
บิดามารดาตามมาตรา 429 และผู้ดูแลตามมาตรา 430 มีข้อแก้ตัวเรื่องความระมัดระวัง แต่นายจ้างไม่มี
บทความนี้จัดทำขึ้นโดยเอกชน เรียบเรียงจากตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะ มิได้มีความเกี่ยวข้อง มิได้รับการรับรอง และมิใช่เอกสารประกอบการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาใด