ลาภมิควรได้กับจัดการงานนอกสั่ง ต่างกันอย่างไร

7 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ลาภมิควรได้กับจัดการงานนอกสั่ง ต่างกันอย่างไร

ลาภมิควรได้กับจัดการงานนอกสั่ง: สองเรื่องที่เริ่มจากการทำให้คนอื่นโดยไม่ได้ถูกใช้

ทั้งสองเรื่องนี้อยู่ในลักษณะหนี้เหมือนกัน และข้อเท็จจริงที่เจอก็คล้ายกันจนน่าตกใจ คือมีคนหนึ่งไปทำอะไรบางอย่างให้คนอื่น หรือมีทรัพย์บางอย่างเคลื่อนจากมือคนหนึ่งไปสู่มือคนหนึ่ง โดยไม่มีสัญญารองรับ

แต่ผลของสองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันเลย เรื่องหนึ่งคนที่เข้าไปทำมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและอาจเรียกค่าใช้จ่ายคืนได้ อีกเรื่องหนึ่งเป็นเพียงหน้าที่คืนทรัพย์ที่ได้มาโดยไม่มีมูล และมีกำหนดเวลาฟ้องที่สั้นมาก

เส้นแบ่งอยู่ที่เจตนาของผู้ที่เข้าไปทำ
จัดการงานนอกสั่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 395 คือกรณีที่บุคคลเข้าทำกิจการแทนผู้อื่น ทั้งที่เขาไม่ได้ใช้วานให้ทำ และตนก็ไม่มีสิทธิจะทำแทน หัวใจอยู่ที่คำว่าแทนผู้อื่น คือผู้ที่เข้าไปทำรู้อยู่ว่านี่เป็นเรื่องของคนอื่น และตั้งใจทำเพื่อประโยชน์ของคนนั้น

ลาภมิควรได้ตามมาตรา 406 ไม่ต้องมีเจตนาแบบนั้นเลย เพียงมีคนได้ทรัพย์สิ่งใดมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้อีกคนหนึ่งเสียเปรียบ ก็ต้องคืนทรัพย์นั้น จะได้มาเพราะอีกฝ่ายชำระหนี้ให้ หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ตาม

พูดให้สั้นที่สุด จัดการงานนอกสั่งดูที่การกระทำและเจตนาของคนที่เข้าไปทำ ส่วนลาภมิควรได้ดูที่ทรัพย์ว่าเคลื่อนมาโดยมีมูลตามกฎหมายรองรับหรือไม่

ฝั่งจัดการงานนอกสั่ง
เมื่อเข้าไปจัดการแล้ว มาตรา 395 กำหนดหน้าที่ทันทีว่าต้องจัดการไปในทางที่สมประโยชน์ของตัวการ ตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการ หรือตามที่พึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นความประสงค์ของเขา

ถ้าเข้าไปจัดการโดยขัดกับความประสงค์ของตัวการ และผู้จัดการควรจะรู้อยู่แล้วว่าขัด มาตรา 396 ให้ผู้จัดการต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดจากการเข้าไปจัดการนั้น แม้ตนจะไม่ได้ทำผิดอย่างอื่นเลยก็ตาม ข้อนี้แรงกว่าที่หลายคนคิด

แต่มีกรณีที่กฎหมายผ่อนให้ มาตรา 397 กำหนดว่าถ้าเข้าไปทำเพื่อปัดป้องอันตรายอันมีมาใกล้ตัวการ ไม่ว่าจะเป็นภัยแก่ตัว แก่ชื่อเสียง หรือแก่ทรัพย์สิน ผู้จัดการรับผิดเฉพาะที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น เหตุผลชัดเจน คือกฎหมายไม่อยากให้คนกลัวจนไม่กล้าช่วยคนอื่นในยามฉุกเฉิน

ฝั่งสิทธิของผู้จัดการ มาตรา 401 ให้เรียกเงินที่ตนออกไปคืนได้เช่นอย่างตัวแทน แต่มีเงื่อนไขว่าการเข้าจัดการนั้นต้องสมประโยชน์ของตัวการ และต้องตามความประสงค์อันแท้จริงหรือความประสงค์ที่พึงสันนิษฐานได้ของตัวการด้วย

และถ้าผู้จัดการไม่ได้มีเจตนาจะเรียกให้ตัวการชดใช้คืนมาตั้งแต่ต้น มาตรา 403 ก็ตัดสิทธิเรียกร้องนั้นเสีย คนที่ตั้งใจทำให้เปล่าจึงมาเปลี่ยนใจเรียกเงินทีหลังไม่ได้

สะพานที่เชื่อมสองเรื่องเข้าหากัน
จุดนี้คือสิ่งที่ทำให้ทั้งสองเรื่องต้องเรียนคู่กัน มาตรา 402 กำหนดว่าถ้าเงื่อนไขตามมาตรา 401 ไม่ครบ ตัวการก็ยังต้องคืนสิ่งของทั้งหลายที่ได้มาเพราะการเข้าจัดการงานนั้นให้แก่ผู้จัดการ โดยให้คืนตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้

แปลว่าเมื่อจัดการงานนอกสั่งไม่ผ่านด่านมาตรา 401 คำตอบไม่ได้จบลงว่าเรียกอะไรไม่ได้เลย แต่ต้องเดินต่อไปยังหมวดลาภมิควรได้ คำตอบที่หยุดอยู่แค่บอกว่าไม่เข้ามาตรา 401 จึงเป็นคำตอบที่ยังไม่ครบ

อีกทางเข้าหนึ่งอยู่ที่มาตรา 405 ซึ่งกำหนดว่าบทบัญญัติเรื่องจัดการงานนอกสั่งไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่บุคคลเข้าทำการงานของผู้อื่นโดยสำคัญว่าเป็นการงานของตนเอง คนที่เข้าใจผิดว่าที่ดินแปลงนั้นเป็นของตนแล้วเข้าไปปลูกสร้างหรือปรับปรุง จึงไม่ใช่ผู้จัดการงานนอกสั่ง ต้องไปว่ากันด้วยเรื่องอื่น

เจ็ดจุดที่ตอบผิดบ่อย
หนึ่ง อายุความหนึ่งปีของลาภมิควรได้
มาตรา 419 ห้ามฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น

หนึ่งปีนี้สั้นกว่าอายุความทั่วไปสิบปีมาก และเป็นจุดที่คำตอบพังบ่อยที่สุด เพราะหลายคนวินิจฉัยได้ถูกว่าเป็นลาภมิควรได้ แล้วไปใช้อายุความสิบปีตามมาตรา 193/30 โจทก์ที่ระบุวันเวลาไว้ละเอียดกำลังทดสอบเรื่องนี้

สอง จ่ายทั้งที่รู้ว่าไม่ต้องจ่าย เรียกคืนไม่ได้
มาตรา 407 ตัดสิทธิของผู้ที่กระทำการตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้ ทั้งที่รู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันต้องชำระ

ตรงนี้ต้องแยกให้ขาดจากการชำระหนี้เพราะสำคัญผิด คนที่จ่ายไปเพราะเข้าใจผิดว่าตนเป็นหนี้ เรียกคืนได้ตามมาตรา 406 แต่คนที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้เป็นหนี้แต่ยังจ่าย เรียกคืนไม่ได้ ความต่างอยู่ที่คำเดียวคือรู้หรือไม่รู้

สาม ชำระหนี้ที่ขาดอายุความแล้ว เรียกคืนไม่ได้
มาตรา 408 ระบุบุคคลที่ไม่มีสิทธิได้รับคืนทรัพย์ไว้สามกลุ่ม คือผู้ชำระหนี้ที่มีเงื่อนเวลาก่อนถึงกำหนด ผู้ชำระหนี้ซึ่งขาดอายุความแล้ว และผู้ชำระหนี้ตามหน้าที่ศีลธรรมหรือตามควรแก่อัธยาศัยในสมาคม

ข้อที่สองถูกออกเป็นข้อสอบบ่อยที่สุด เพราะลูกหนี้ที่จ่ายหนี้ขาดอายุความไปแล้วมักคิดว่าตนจ่ายไปโดยไม่มีหน้าที่ จึงน่าจะเรียกคืนได้ แต่กฎหมายตอบว่าไม่ได้

สี่ ชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือศีลธรรม เรียกคืนไม่ได้
มาตรา 411 ตัดสิทธิเรียกคืนของผู้ที่กระทำการเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ข้อเท็จจริงประเภทจ่ายเงินเพื่อการที่ผิดกฎหมายแล้วอีกฝ่ายไม่ทำให้ กำลังชี้ไปที่มาตรานี้

ห้า สุจริตกับไม่สุจริต คืนไม่เท่ากัน
มาตรา 412 กำหนดว่าถ้าสิ่งที่ได้รับไว้เป็นเงิน ต้องคืนเต็มจำนวน เว้นแต่ผู้รับได้รับไว้โดยสุจริต จึงคืนเพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเรียกคืน

มาตรา 413 วางหลักทำนองเดียวกันสำหรับทรัพย์สินอย่างอื่น ผู้รับโดยสุจริตคืนเพียงตามสภาพที่เป็นอยู่ และไม่ต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สูญหายหรือบุบสลาย ส่วนมาตรา 415 ยังให้ผู้รับโดยสุจริตได้ดอกผลตลอดเวลาที่ยังสุจริตอยู่ด้วย

คำตอบที่เขียนแต่ว่าต้องคืนทรัพย์ โดยไม่แยกว่าสุจริตหรือไม่ จึงยังไม่ครบ

หก เจ้าของทรัพย์ติดตามเอาคืนไม่ใช่ลาภมิควรได้
ข้อนี้เป็นชั้นที่ลึกขึ้นมาอีกหน่อยแต่ควรรู้ไว้ ถ้าเจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามมาตรา 1336 นั่นเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของ ไม่ใช่การเรียกคืนลาภมิควรได้ กำหนดเวลาหนึ่งปีตามมาตรา 419 จึงไม่นำมาใช้ในกรณีเช่นนั้น

การเลือกฐานผิดในเรื่องนี้จึงกระทบข้อสรุปเรื่องเวลาโดยตรง เหมือนกับที่เกิดขึ้นในเรื่องละเมิดกับผิดสัญญา

เจ็ด รีบตอบลาภมิควรได้ทั้งที่เป็นจัดการงานนอกสั่ง
เมื่อโจทก์เขียนว่ามีคนเข้าไปซ่อมบ้านให้เพื่อนบ้านตอนเจ้าของไม่อยู่ หรือพาคนเจ็บส่งโรงพยาบาลแล้วออกค่ารักษาไปก่อน อย่ารีบตอบว่าเป็นลาภมิควรได้ ให้เริ่มที่มาตรา 395 ก่อนเสมอ เพราะข้อเท็จจริงแบบนี้คือรูปแบบมาตรฐานของจัดการงานนอกสั่ง แล้วค่อยเดินไปหาลาภมิควรได้ผ่านมาตรา 402 หากเงื่อนไขไม่ครบ

ลำดับการวินิจฉัย
ชั้นที่หนึ่ง ถามก่อนว่ามีสัญญาระหว่างกันหรือไม่ ถ้ามีก็ไปว่ากันด้วยเรื่องสัญญา ทั้งสองเรื่องนี้ใช้กับกรณีที่ไม่มีสัญญารองรับ

ชั้นที่สอง ดูว่ามีคนเข้าไปทำกิจการของผู้อื่นหรือไม่ ถ้ามี ให้ถามต่อว่าเขารู้หรือไม่ว่าเป็นเรื่องของคนอื่น ถ้ารู้และตั้งใจทำเพื่อเขา เข้ามาตรา 395 ถ้าสำคัญว่าเป็นเรื่องของตนเอง ให้ดูมาตรา 405

ชั้นที่สาม เมื่อเข้าจัดการงานนอกสั่งแล้ว ให้วินิจฉัยสองด้าน ด้านหน้าที่และความรับผิดตามมาตรา 395 396 และ 397 กับด้านสิทธิเรียกค่าใช้จ่ายตามมาตรา 401 และ 403

ชั้นที่สี่ ถ้าเงื่อนไขมาตรา 401 ไม่ครบ ให้เดินต่อไปที่ลาภมิควรได้ตามมาตรา 402 อย่าหยุดคำตอบไว้ตรงนั้น

ชั้นที่ห้า ในฝั่งลาภมิควรได้ ให้ไล่ข้อตัดสิทธิก่อน คือมาตรา 407 408 และ 411 แล้วจึงวินิจฉัยขอบเขตการคืนตามมาตรา 412 ถึง 415 โดยแยกสุจริตกับไม่สุจริต และปิดท้ายด้วยกำหนดเวลาตามมาตรา 419 เสมอ

สรุปไว้ทวนก่อนสอบ
จัดการงานนอกสั่งคือเข้าไปทำแทนคนอื่นโดยรู้ว่าเป็นเรื่องของเขา มีหน้าที่ตามมาตรา 395 รับผิดตามมาตรา 396 ผ่อนให้ในกรณีฉุกเฉินตามมาตรา 397 และเรียกค่าใช้จ่ายคืนได้ตามมาตรา 401

ลาภมิควรได้คือได้ทรัพย์มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และอีกฝ่ายเสียเปรียบ ตามมาตรา 406

มาตรา 402 เป็นสะพานเชื่อม เมื่อจัดการงานนอกสั่งไม่ผ่านมาตรา 401 ให้คืนกันตามหลักลาภมิควรได้

รู้ว่าไม่ต้องจ่ายแล้วยังจ่าย เรียกคืนไม่ได้ตามมาตรา 407 จ่ายหนี้ที่ขาดอายุความ เรียกคืนไม่ได้ตามมาตรา 408

และข้อที่ต้องเขียนทุกครั้งคือกำหนดเวลาหนึ่งปีตามมาตรา 419 ไม่ใช่สิบปีตามอายุความทั่วไป

บทความนี้จัดทำขึ้นโดยเอกชน เรียบเรียงจากตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะ มิได้มีความเกี่ยวข้อง มิได้รับการรับรอง และมิใช่เอกสารประกอบการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาใด

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้