2 จำนวนผู้เข้าชม |
การฟ้องลูกหนี้การค้าและการบังคับคดี: เส้นทางตั้งแต่ทวงถามจนถึงการได้รับชำระ
ทุกกิจการที่ให้เครดิตย่อมเคยเจอลูกหนี้ที่ไม่จ่าย เมื่อทวงแล้วทวงอีกไม่เป็นผล คำถามที่ตามมาคือควรฟ้องหรือไม่ และถ้าฟ้องแล้วจะได้เงินจริงหรือเปล่า ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนซึ่งพบบ่อยที่สุดคือการคิดว่าชนะคดีแล้วเงินจะเข้าบัญชีเอง ทั้งที่คำพิพากษาเป็นเพียงเอกสารรับรองว่าคุณมีสิทธิ ส่วนการได้รับเงินจริงเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ต้องลงมือต่างหาก
สิ่งแรกที่ควรตรวจก่อนตัดสินใจฟ้องคืออายุความ เพราะสิทธิเรียกร้องแต่ละประเภทมีกำหนดเวลาไม่เท่ากัน โดยเฉพาะสิทธิเรียกร้องของผู้ประกอบการค้าในเรื่องค่าสินค้าหรือค่าบริการที่ส่งมอบ ซึ่งมีอายุความสั้นกว่าหนี้ทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 การปล่อยให้เวลาผ่านไปกับการทวงถามซ้ำ ๆ จึงเสี่ยงมาก เพราะหนังสือทวงถามไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง สิ่งที่ทำให้สะดุดหยุดลงคือการฟ้องคดี หรือการที่ลูกหนี้รับสภาพหนี้เป็นหนังสือ ตามมาตรา 193/14
เมื่อฟ้องแล้ว หลายคดีจบลงด้วยการที่ศาลไกล่เกลี่ยจนทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ ซึ่งมักเร็วกว่าและได้เงินจริงมากกว่าการสู้กันจนถึงคำพิพากษา ผู้ประกอบการจึงไม่ควรมองการเจรจาระหว่างทางว่าเป็นการยอมแพ้ แต่เป็นทางลัดไปสู่สิ่งที่ต้องการจริง ๆ นั่นคือได้รับชำระหนี้
หากได้คำพิพากษาแล้วลูกหนี้ยังไม่จ่าย ขั้นตอนต่อไปคือการบังคับคดี ซึ่งเป็นการอาศัยอำนาจศาลยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้มาขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ เจ้าหนี้ต้องเป็นฝ่ายสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้และแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ตรงนี้เองที่หลายคดีสะดุด เพราะหากลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินให้ยึด คำพิพากษาก็ไม่ต่างจากกระดาษ และพึงทราบว่ากฎหมายกำหนดเวลาสำหรับการบังคับคดีไว้ด้วย เจ้าหนี้จึงต้องดำเนินการภายในกำหนด มิใช่เก็บคำพิพากษาไว้เฉย ๆ
บทเรียนที่ได้จึงย้อนกลับไปที่ต้นทาง กิจการที่เก็บเอกสารครบ ทั้งใบสั่งซื้อ ใบส่งของที่มีลายมือชื่อผู้รับ และหลักฐานการทวงถาม ย่อมฟ้องได้ง่ายและเร็วกว่ากิจการที่ค้าขายกันด้วยความไว้ใจโดยไม่มีเอกสาร ที่พบบ่อยคือเจ้าของกิจการเพิ่งมาตามหาเอกสารตอนที่จะฟ้อง แล้วพบว่าสิ่งที่มีอยู่ไม่พอจะพิสูจน์ว่าหนี้นั้นมีจริง
การฟ้องลูกหนี้จึงเป็นเพียงครึ่งทาง อีกครึ่งหนึ่งคือการทำให้คำพิพากษากลายเป็นเงินจริง และทั้งสองครึ่งนั้นตั้งอยู่บนสิ่งเดียวกัน คือหลักฐานที่กิจการเก็บไว้ตั้งแต่วันที่ยังไม่มีใครคิดว่าจะต้องขึ้นศาล
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปทางกฎหมาย มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ละกิจการมีรายละเอียดต่างกัน ก่อนตัดสินใจควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของท่านเป็นการเฉพาะ