การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม: กลไกคุ้มครองผู้ประกอบการรายเล็กภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า

ความเข้าใจที่พบได้ทั่วไปในหมู่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คือกฎหมายการแข่งขันทางการค้าเป็นเรื่องของธุรกิจรายใหญ่ที่ผูกขาดตลาด ไม่เกี่ยวกับกิจการเล็ก ๆ ที่ไม่มีส่วนแบ่งตลาดอะไร ความเข้าใจนี้ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากยอมรับเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมจากคู่ค้ารายใหญ่โดยคิดว่าไม่มีทางเลือก ทั้งที่กฎหมายฉบับนี้มีบทบัญญัติที่ออกแบบมาคุ้มครองผู้ประกอบการรายเล็กโดยตรง

หัวใจอยู่ที่พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 57 ซึ่งห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการใด ๆ อันเป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นอย่างไม่เป็นธรรม ลักษณะต้องห้ามที่สำคัญได้แก่ การกีดกันหรือขัดขวางการประกอบธุรกิจของผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม การใช้อำนาจตลาดหรืออำนาจต่อรองที่เหนือกว่าอย่างไม่เป็นธรรม และการกำหนดเงื่อนไขทางการค้าที่จำกัดหรือขัดขวางการดำเนินธุรกิจของผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม จุดที่ทำให้มาตรานี้มีความหมายต่อกิจการขนาดเล็กเป็นพิเศษคือ มาตรา 57 ไม่ได้บังคับเฉพาะผู้ที่มีอำนาจเหนือตลาด แต่ใช้กับผู้ประกอบธุรกิจทุกรายที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่าคู่ค้าของตน

ตรงนี้คือความต่างจากมาตรา 50 ซึ่งว่าด้วยการใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม และบังคับเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดตามหลักเกณฑ์ส่วนแบ่งตลาดและยอดขายที่คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าประกาศกำหนด ลักษณะพฤติกรรมต้องห้ามของทั้งสองมาตราคล้ายกันมาก สิ่งที่ต่างกันคือสถานะของผู้กระทำ คู่ค้ารายใหญ่ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาดจึงอาจไม่เข้ามาตรา 50 แต่ยังอาจเข้ามาตรา 57 ได้ หากใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่ากดดันคู่ค้ารายเล็ก

คำว่าอำนาจต่อรองที่เหนือกว่านั้น แนวปฏิบัติของคณะกรรมการอธิบายในทำนองว่าเป็นการที่ผู้ประกอบธุรกิจฝ่ายหนึ่งสามารถควบคุม สั่งการ หรือกำหนดเงื่อนไขการทำธุรกิจกับอีกฝ่ายได้ โดยอีกฝ่ายต้องจำยอมโดยปริยาย พฤติกรรมที่พบในทางปฏิบัติจึงมีตั้งแต่การบังคับให้ลดราคาย้อนหลัง การยืดกำหนดชำระเงินออกไปฝ่ายเดียว การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ไม่เคยตกลงกันไว้ การส่งคืนสินค้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร การบังคับให้ซื้อพ่วงหรือห้ามค้าขายกับคู่แข่ง ไปจนถึงการปฏิเสธไม่ทำธุรกิจด้วยเพื่อลงโทษคู่ค้าที่ไม่ยอมทำตาม ทั้งนี้ การพิจารณาว่าเป็นธรรมหรือไม่ต้องดูเหตุผลทางธุรกิจประกอบ มิใช่ว่าการกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดทุกกรณีจะผิดกฎหมายเสมอไป

ในทางกลับกัน กฎหมายฉบับนี้ก็ผูกพันผู้ประกอบการรายเล็กด้วยเช่นกัน ข้อห้ามที่ถือว่าร้ายแรงเป็นพิเศษคือการตกลงร่วมกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นคู่แข่งในตลาดเดียวกันเพื่อกำหนดราคา แบ่งพื้นที่หรือลูกค้า จำกัดปริมาณสินค้า หรือสมยอมกันในการเสนอราคา ตามมาตรา 54 ซึ่งมีโทษทางอาญา การนัดแนะราคากันในกลุ่มผู้ค้ารายย่อยหรือการตกลงกันก่อนยื่นประมูลจึงเป็นความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการมักไม่ทราบว่าผิดกฎหมาย นอกจากนี้ การรวมธุรกิจที่เข้าเกณฑ์ตามประกาศของคณะกรรมการยังมีหน้าที่ต้องแจ้งผลหรือขออนุญาตก่อนแล้วแต่กรณี ซึ่งเกี่ยวข้องกับกิจการขนาดกลางที่ถูกซื้อกิจการหรือควบรวมกับรายอื่น

เมื่อถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ช่องทางที่มีคือการร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ซึ่งมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริง วินิจฉัย และกำหนดโทษทางปกครอง โดยผู้ได้รับความเสียหายยังมีสิทธิเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้อีกทางหนึ่ง สิ่งที่ชี้ขาดผลในทางปฏิบัติคือหลักฐาน ทั้งสัญญา หนังสือโต้ตอบ ใบสั่งซื้อ บันทึกการเจรจา และเอกสารที่แสดงเงื่อนไขซึ่งถูกกำหนดมาฝ่ายเดียว ที่พบบ่อยคือผู้ประกอบการรับเงื่อนไขด้วยวาจาหรือทางข้อความสนทนามาตลอดโดยไม่ได้จัดเก็บอย่างเป็นระบบ เมื่อต้องการใช้สิทธิจึงพิสูจน์ได้ยาก อนึ่ง พระราชบัญญัติฉบับนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงในหลายประเด็น ผู้ประกอบการจึงควรติดตามความเปลี่ยนแปลงประกอบด้วย

กฎหมายการแข่งขันทางการค้าจึงมิใช่กฎเกณฑ์ที่มีไว้กำกับเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ หากเป็นกติกาที่กำหนดขอบเขตให้ทุกฝ่ายในห่วงโซ่การค้า ผู้ประกอบการที่ทราบว่าเงื่อนไขใดอยู่นอกกรอบที่กฎหมายยอมรับ ย่อมอยู่ในฐานะที่ต่อรองและปกป้องกิจการของตนได้ดีกว่าผู้ที่เข้าใจว่าตนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับ

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปทางกฎหมาย มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ละกิจการมีรายละเอียดต่างกัน ก่อนตัดสินใจควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของท่านเป็นการเฉพาะ