2 จำนวนผู้เข้าชม |
การเลิกบริษัทและการชำระบัญชี: เหตุใดการหยุดกิจการเฉย ๆ จึงยังไม่จบ
เมื่อกิจการไปต่อไม่ไหว เจ้าของจำนวนมากก็แค่หยุด ปิดร้าน เลิกขาย เลิกติดต่อลูกค้า แล้วเข้าใจว่าทุกอย่างจบลงแล้ว แต่ในทางกฎหมาย บริษัทที่จดทะเบียนไว้ไม่ได้หายไปเพียงเพราะเจ้าของหยุดทำ มันยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่ พร้อมกับหน้าที่ที่ยังเดินต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่เจ้าของไม่ทันรู้ตัว
ตราบใดที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชีให้เสร็จ บริษัทยังมีหน้าที่ตามกฎหมายอยู่ เช่น การจัดทำและยื่นงบการเงินประจำปี และการยื่นแบบภาษี หากไม่ยื่นก็มีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสะสมขึ้นเรื่อย ๆ และกรรมการอาจต้องร่วมรับผิดในบางกรณี บริษัทที่ถูกทิ้งร้างไว้จึงไม่ใช่บริษัทที่ปิดแล้ว แต่เป็นบริษัทที่ยังเปิดอยู่และกำลังสะสมภาระเงียบ ๆ
ขั้นตอนที่ถูกต้องคือการเลิกบริษัทด้วยมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้บริษัทเลิกกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 เมื่อเลิกแล้วต้องมีการชำระบัญชี คือตั้งผู้ชำระบัญชีขึ้นมารวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้ที่ค้างอยู่ให้เจ้าหนี้ และแบ่งทรัพย์สินที่เหลือคืนผู้ถือหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1247 เป็นต้นไป จากนั้นจึงจดทะเบียนเลิกและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี บริษัทถึงจะสิ้นสภาพนิติบุคคลอย่างสมบูรณ์ กระบวนการนี้เองที่ปิดหน้าที่ทั้งหลายลงอย่างเป็นทางการ
ที่พบบ่อยคือเจ้าของปล่อยบริษัทร้างไว้ปีแล้วปีเล่า ด้วยความเข้าใจว่าไม่ได้ทำอะไรก็ไม่น่ามีอะไร กว่าจะรู้ปัญหาก็ตอนจะไปทำเรื่องอื่น ขอสินเชื่อใหม่ หรือเปิดกิจการใหม่ แล้วเจอภาระค้างคาจากบริษัทเก่าที่ยังไม่ปิด ทั้งเบี้ยปรับที่พอกพูนและสถานะที่ยังไม่เรียบร้อยในทะเบียน การเปิดบริษัทนั้นมีขั้นตอนของมัน และการปิดบริษัทก็มีขั้นตอนเช่นกัน การปิดให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นใช้เวลาและต้นทุนไม่มาก ในขณะที่การปล่อยทิ้งไว้มักกลายเป็นภาระที่ตามมาหลอนในวันที่ไม่คาดคิด
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปทางกฎหมาย มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ละกิจการมีรายละเอียดต่างกัน ก่อนตัดสินใจควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของท่านเป็นการเฉพาะ