5 จำนวนผู้เข้าชม |
ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานที่จ้างทำ: ใครเป็นเจ้าของงานที่คุณจ่ายเงินจ้าง
ธุรกิจแทบทุกแห่งต้องจ้างคนทำงานสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ เว็บไซต์ คอนเทนต์ หรือซอฟต์แวร์ พอจ่ายเงินค่าจ้างไปแล้ว เจ้าของกิจการส่วนใหญ่ก็เข้าใจว่างานชิ้นนั้นเป็นของตัวเองเต็มตัว จนวันหนึ่งอยากเอาไปแก้ ไปต่อยอด หรือใช้ในที่อื่น แล้วถึงได้รู้ว่าเรื่องความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์อาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิด
กฎหมายลิขสิทธิ์แยกเรื่องนี้ออกเป็นสองกรณีที่ให้ผลต่างกันอย่างสิ้นเชิง กรณีแรกคือการจ้างทำของ คือจ้างบุคคลภายนอกอย่างฟรีแลนซ์หรือเอเจนซีมาทำงานให้เป็นชิ้น ๆ กรณีนี้ลิขสิทธิ์ในงานตกเป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10 นับเป็นข่าวดีสำหรับคนที่จ้าง เพราะโดยหลักแล้วเมื่อจ้างฟรีแลนซ์มาทำ งานย่อมเป็นของเรา
แต่กรณีที่สองกลับตรงกันข้าม และเป็นจุดที่คนพลาดกันบ่อยที่สุด นั่นคืองานที่พนักงานประจำสร้างขึ้นในระหว่างการจ้างแรงงาน กรณีนี้ลิขสิทธิ์เป็นของลูกจ้างผู้สร้างสรรค์ เว้นแต่จะทำหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น โดยนายจ้างมีเพียงสิทธินำงานออกเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์ของการจ้างเท่านั้น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9 หลายคนเข้าใจผิดว่าในเมื่อพนักงานทำงานในเวลางานและรับเงินเดือนจากบริษัท ผลงานย่อมเป็นของบริษัทโดยอัตโนมัติ ทั้งที่กฎหมายวางไว้ตรงกันข้าม
ทางแก้เรื่องนี้ไม่ยาก คือระบุเรื่องลิขสิทธิ์ให้ชัดเจนในสัญญาทุกครั้ง โดยเฉพาะในสัญญาจ้างพนักงานที่ต้องสร้างงานสร้างสรรค์ให้บริษัท ควรมีข้อความเป็นหนังสือให้ลิขสิทธิ์ในงานที่ทำในหน้าที่ตกเป็นของบริษัท ส่วนการจ้างฟรีแลนซ์แม้กฎหมายจะให้สิทธิแก่ผู้ว่าจ้างอยู่แล้ว การเขียนไว้ให้ชัดก็ช่วยตัดปัญหาการตีความและกำหนดขอบเขตการใช้งานได้ดีขึ้น
ที่พบบ่อยคือบริษัทใช้โลโก้หรือระบบที่พนักงานเก่าเป็นคนสร้างไว้ พอพนักงานลาออกไปแล้วจึงมีปัญหาเรื่องสิทธิในงานนั้น หรือฟรีแลนซ์นำงานที่ทำให้เราไปใช้ซ้ำกับลูกค้ารายอื่น เพราะไม่เคยเขียนเรื่องลิขสิทธิ์และขอบเขตการใช้งานไว้เลย การจ่ายเงินค่าจ้างกับการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์เป็นคนละเรื่องกัน การเขียนให้ชัดในสัญญาตั้งแต่ต้น ย่อมดีกว่าการมารู้ภายหลังว่าตนไม่ได้เป็นเจ้าของงานที่คิดมาตลอดว่าเป็นของตัวเอง
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปทางกฎหมาย มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ละกิจการมีรายละเอียดต่างกัน ก่อนตัดสินใจควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของท่านเป็นการเฉพาะ